จากกรณีเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับโทษประหารในประเทศไทย ซึ่งห่างหายไปจากการประหารจริงนานหลายปี ทำให้เกิดคำถามว่า “…เหยื่อและครอบครัวของเหยื่อที่ถูกกระทำนั้น จะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่..” ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
โทษถึงประหาร แต่ไม่ประหาร ชาวเน็ตตั้งคำถาม ‘ยุติธรรมแล้วหรือไม่?’
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโทษประหารชีวิต ปัจจุบันประเทศไทยใช้วิธี “ฉีดยา” แทนการ “ยิงเป้า” โดยเปลี่ยนเป็นวิธีฉีดยาตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปี 2569 มีนักโทษถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยาไปแล้ว 7 คน โดยรายล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2561 เป็นนักโทษเด็ดขาดชายอายุ 26 ปี คดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อชิงทรัพย์เหตุเกิดในพื้นที่ จ.ตรัง พฤติการณ์ก่อเหตุเป็นการใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียชีวิตรวม 24 แผล เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาประหารชีวิต ขณะที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนเป็นผลให้คดีถึงที่สุด จากข้อมูลกรมราชทัณฑ์ มีรายงานสถิตินักโทษประหารชีวิต ณ วันที่ 23 มิ.ย. 2569 จำนวน 480 คน (ชาย 419 คน หญิง 61 คน) ในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาอุทธรณ์ 439 คน ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาฎีกา 13 คน และนักโทษเด็ดขาดเมื่อคดีถึงที่สุด 28 คน
สำหรับขั้นตอนประหารชีวิต นักโทษจะไม่รู้ตัวล่วงหน้า เพราะเจ้าหน้าที่เรือนจำจะเรียกตัวหลังขึ้นเรือนนอน และทำการประหารในช่วงเย็น ซึ่งก่อนนำตัวไปประหาร จะมีขั้นตอนให้นักโทษโทรศัพท์ติดต่อญาติเป็นครั้งสุดท้าย ให้กินอาหารมื้อสุดท้าย ให้ขออโหสิกรรม จากนั้นนำตัวเข้าห้องฉีดยา 3 เข็ม คือ ยานอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ และยาหยุดการเต้นของหัวใจ ใช้เวลารวมไม่เกิน 30 นาที และให้ญาติมารับศพไปบำเพ็ญกุศลในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยแพทย์จะตรวจสอบครั้งสุดท้ายก่อนส่งศพให้ญาติ ในการประหารมีคณะกรรมการร่วมเป็นสักขีพยาน ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทนอัยการจังหวัด ผู้กำกับการสถานีตำรวจ ผู้บัญชาการเรือนจำ ผู้แทนกรมราชทัณฑ์
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงมีโทษประหารชีวิตตามกฎหมาย แต่เคยห่างหายจากการบังคับโทษจริงมา 9 ปี คือการประหาร 2 นักโทษเด็ดขาดคดียาเสพติด ในปี 2552 กระทั่งปี 2561 ได้บังคับโทษประหารจริงอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสสากลที่พยายามผลักดันยกเลิกโทษประหาร ด้วยข้ออ้างไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลง โดยประเทศไทยแม้เคยเกือบเข้าใกล้การยกเลิกโทษประหารโดยปริยาย ตามที่ลงนามในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยปริยาย หากไม่มีการประหารนักโทษภายใน 10 ปี แต่สุดท้ายก็มีการบังคับโทษประหารเกิดขึ้นก่อนในปี 2561
ขณะที่ความคืบหน้าข้อเสนอยกเลิกโทษประหาร ในปี 2567 คณะรัฐมนตรี (ครม.) เคยตีกลับข้อเสนอของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ด้วยเชื่อว่าโทษที่มีความผิดร้ายแรงนั้น ส่งผลกระทบต่อจิตใจของประชาชน.



