จากกรณีตำรวจจับกุม 2 คนร้ายก่อเหตุฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย แล้วยังสารภาพว่า ก่อนหน้านี้ยังได้ก่อเหตุสังหาร พ่อ-แม่-ลูก 3 รายด้วย ทำให้กลายเป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง 5 ศพ สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคมเป็นอย่างยิ่ง โดยส่วนใหญ่เรียกร้องให้ลงโทษเอาผิดหนักถึงขั้นประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม กระแสสังคมหลาย ๆ ส่วนระบุว่า “โทษประหารชีวิต” ในประเทศไทย ไม่ได้มีการประหารชีวิตจริง ทำให้เหล่านักโทษอุกฉกรรจ์ที่เคยได้รับโอกาสปล่อยตัว กลับมาก่อเหตุใหม่อีกครั้ง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ Drama-addict ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เรื่องน่ารู้ไทย ประหารนักโทษล่าสุด ปี 2552-2561 ทิ้งช่วงห่างกัน 9 ปี ถ้าครบสิบปีจะเข้าสู่การเป็นรัฐงดเว้นการประหารชีวิตในทางปฏิบัติ (De facto abolitionist) ตามที่พวกองค์กรสิทธิมนุษยชนเรียกร้อง และกดดันรัฐบาลไทยมาตลอด ถ้าภายในปี 70 ไม่มีการประหาร ไทยจะเข้าสู่สถานะนั้น

ภายหลังจากข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง ส่วนใหญ่อยากให้ผู้กระทำผิดใน คดีฆ่าข่มขืน ต้องรับโทษประหารจริง บางรายก็ระบุว่า อยากให้เก็บโทษประหารเอาไว้ก่อนแล้วรอหลังปี 70 ถึงค่อยกลับมาประหาร ขณะที่ชาวเน็ตอีกส่วนหนึ่งถามว่า เป็นเรื่องยุติธรรมหรือไม่? กับการที่ครอบครัวญาติพี่น้องต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก โดยที่ผู้กระทำผิดกลับไม่ได้รับโทษทัณฑ์ ตามที่มีคำพิพากษาเอาไว้

ทั้งนี้ ในปัจจุบันประเทศไทย แม้จะยังมีบทลงโทษประหารชีวิตตามกฎหมายอยู่ แต่ไม่มีการนำตัวนักโทษไปประหารชีวิตจริง (กึ่งชะลอการบังคับใช้) โดยมีเหตุผลทางกระบวนการยุติธรรมและกฎหมายไทย ได้แก่

1.สิทธิการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ นักโทษเด็ดขาดที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิต มีสิทธิตามกฎหมายในการยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษเป็นการเฉพาะราย ซึ่งในระหว่างรอการพิจารณา การประหารชีวิตจะต้องถูกชะลอไว้ก่อน

2.การพระราชทานอภัยโทษทั่วไป ในวโรกาสสำคัญต่าง ๆ มักมีการออกพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งมักจะปรับลดโทษนักโทษเด็ดขาดชั้นดีจาก “ประหารชีวิต” ลงมาเป็น “จำคุกตลอดชีวิต”

3.การลดโทษตามดุลพินิจศาล ในชั้นพิจารณาคดี หากจำเลยรับสารภาพ ให้การเป็นประโยชน์ หรือมีเหตุบรรเทาโทษ ศาลมักจะใช้ดุลพินิจลดโทษกึ่งหนึ่ง ทำให้โทษประหารชีวิตเปลี่ยนเป็นจำคุกตลอดชีวิตตั้งแต่แรก.