เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 1 ส.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ธนรัชต์ สอนกล้า, พล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3 และ พล.ต.ต.วัสสา วัสสานนท์ ผบก.อก.บช.ปส. ภายหลังจาก น.ส.จุฑาทิพย์ หรือ เทียน อายุ 28 ปี ผู้ถูกกล่าวหาลักลอบขนยาเสพติดเข้าประเทศญี่ปุ่น หลังได้รับการปล่อยตัว และเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นมาลงสนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางมาเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.ปส. เพื่อเข้าให้ปากคำ โดยมี พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบช.ปส. และ พล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รอง ผบช.ปส. ร่วมกันทำการสอบสวนปากคำเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีครอบครัว และญาติ ของ น.ส.จุฑาทิพย์ เดินทางมารอรับและให้กำลังใจที่ บช.ปส.

ขณะที่ พล.ต.ท.อาชยน และ พล.ต.ต.วรพจน์ ได้ซักถามน้องเทียนเกี่ยวกับการให้ปากคำที่ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงให้ความร่วมมือกับทางการญี่ปุ่นอย่างไร จนกระทั่งซัดทอดถึงผู้ไปรับของที่ปลายทางได้ โดยน้องเทียนทำเพียงแค่พยักหน้า ก่อนสื่อมวลชนจะโดนเชิญออกไปรอบริเวณด้านนอก เพื่อรอการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง

ภายหลังการสอบปากคํา เกือบสามสิบนาที พล.ต.ท.อาชยน ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชน ว่าได้ร่วมรับตัวและสอบปากคำ น.ส.จุฑาทิพย์ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบหลัก ผู้ที่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับคดีนี้ได้ทั้งหมด เบื้องต้น น.ส.จุฑาทิพย์ ได้ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี และสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่น ๆ ที่คณะทำงานได้รวบรวมไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมเปิดเผยว่า ขณะนี้คณะทำงานสืบสวนสอบสวนได้ออกหมายจับเครือข่ายชาวเวียดนามที่ก่อเหตุแล้วจำนวน 2 หมาย สามารถจับกุมได้ 1 คน และอยู่ระหว่างติดตามตัวอีก 1 คน ในข้อหาการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และคาดว่าจะสามารถขยายผลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติมได้

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26-27 ก.ค. มีข่าวว่ามีคนไทยถูกควบคุมตัวและถูกจับกุมที่ประเทศญี่ปุ่น ทาง บช.ปส. และ ป.ป.ส. ได้ร่วมดำเนินการสืบสวนในประเทศไทย โดยขอข้อมูลเบื้องต้นจากทางประเทศญี่ปุ่นเพื่อเร่งรัดสืบสวนหาคนร้ายที่อยู่ในประเทศไทยมาดำเนินคดี จึงเปิดคดีขึ้นในข้อหาเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งข้อหาดังกล่าวเกิดขึ้นในสองประเทศ มีผู้กระทำผิดไม่น้อยกว่าสามคน และมีโทษจำคุกอย่างต่ำสามปีขึ้นไป

จากการสืบสวนขยายผลจนทราบว่า การดำเนินการดังกล่าวทำเป็นขบวนการแก๊งชาวต่างชาติ เริ่มต้นจาก น.ส.จุฑาทิพย์ มีกำหนดการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 11 ก.ค. และติดต่อ ING ING ซึ่งเป็นผู้ส่งของให้ฝากไปที่ประเทศญี่ปุ่น ผลจากการสืบสวนทางข่าวทุก ๆ ด้านทราบว่า ING ING คือ นายแบง สัญชาติเวียดนาม ได้เดินทางมาทางสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม และในวันที่ 10 ก.ค. ได้ไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า 2 แห่ง ย่านบางกะปิ โดยพักอยู่ที่โรงแรมย่านรามคำแหง-บางกะปิ นำของที่ซื้อมาแพ็กรวมกับซองกาแฟยี่ห้อดัง ใช้ชื่อว่า ING ING และจ้างพนักงานส่งพัสดุผ่านแอปพลิเคชัน นำไปส่งที่บ้านของ น.ส.เทียน ในวันที่ 10 ก.ค. เวลา 21.20 น. ต่อมาในวันที่ 12 ก.ค. นายแบง หรือ ING ING ได้เดินทางออกนอกประเทศทางสะพานมิตรภาพ จังหวัดนครพนม

สำหรับเส้นทางการเงิน ได้ประสานงานกับนายถัง ชาวเวียดนาม ซึ่งเป็นผู้ดูแลเรื่องเงินทั้งหมด เพื่อกำหนดจำนวนเงินในการซื้อของและค่าพัสดุ โดยนายถังเป็นศูนย์กลางประสานงานกับ น.ส.โฮ และนายเหงียน ซึ่งเปิดบัญชีธนาคารในประเทศไทยเพื่อโอนเงินต่าง ๆ บัญชีของ น.ส.โฮ โอนต่อไปยัง น.ส.เทียน แม้เบื้องต้นยังไม่พบการเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจนระหว่าง น.ส.โฮ กับนายแบง แต่มีการทำหน้าที่แบ่งกันอย่างชัดเจนในลักษณะองค์กร และเมื่อโอนเงินเรียบร้อยแล้ว ในคืนวันที่ 11 ก.ค. เวลา 23.00 น. น.ส.เทียน ก็ได้เดินทางไปยังท่าอากาศยานฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น

ทาง ป.ป.ส. ได้เข้ามาเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนในเรื่องนี้ โดยให้ บก.ปส.1 รับผิดชอบคดี ให้ บก.ปส.3 รับผิดชอบการสืบสวน พร้อมด้วย บก.ปส.2 และกองข่าวในการขยายผลเข้าช่วยเหลือ รวมถึงประสานงานระหว่างประเทศได้รับความร่วมมือจากทางการตำรวจญี่ปุ่นและกรมศุลกากรญี่ปุ่น ผ่านการประสานงานของ ป.ป.ส. ที่มีคอนเนกชั่นในด้านนั้น ทำให้สามารถถอดรหัสและขออนุมัติออกหมายจับ น.ส.โฮ กับนายแบงได้ แต่นายแบงได้หลบหนีไปก่อน เจ้าหน้าที่จึงสามารถจับกุม น.ส.โฮ ได้ในวันที่ 28 กรกฎาคม หลังจากการประชุมวางแผนเพียงแค่วันเดียว และขยายผลต่อ เนื่องจากการสืบสวนพบว่ามีการส่งพัสดุจากต้นทางคือนายแบงให้กับ น.ส.จุฑาทิพย์ มาแล้ว 2 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเมื่อปลายเดือน พ.ค. และครั้งล่าสุดคือเหตุการณ์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ แก๊งดังกล่าวมีการแยกงานกันทำและใช้อวตารเป็นชื่อ เหมือนกับเคสก่อนหน้านี้ที่ใช้ชื่อโรส ครั้งนี้ใช้ชื่ออิงอิง

นอกจากนี้ ทางกองข่าวได้สำรวจเพจต่าง ๆ ที่รับหิ้วของจากต่างประเทศ พบว่ามีเพจเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 75 เพจ มีการเร่ขายและระบายของ โดยส่วนใหญ่ใช้ 4 แพลตฟอร์มด้วยกัน คือ เฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์, อินสตาแกรม และติ๊กต็อก มีลักษณะร่วมกันคือ 1. ใช้บัญชีอวตารทั้งหมด ทั้งชื่อและโปรไฟล์ในแอปพลิเคชันไม่ใช่ชื่อจริง 2. เป็นการส่งระยะกระชั้นชิด เดินทางวันนี้แต่อาจจะส่งของก่อนเดินทางเพียง 23 ชั่วโมง หรือเร็วกว่านั้นอีกไม่กี่ชั่วโมง และมักจะส่งในช่วงเวลากลางคืน เพื่อไม่ให้มีเวลาตรวจสอบสินค้าภายใน 3. ลักษณะสินค้าที่ส่งมีราคาสูงเกินกว่าจำนวนสินค้าทั่วไป เพราะเป็นสินค้าที่นำไปหารายได้ในประเทศปลายทาง และท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่ไม่แนะนำอย่างยิ่งสำหรับการรับฝากหิ้วของ พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่หยุดดำเนินการกวาดล้างบุคคลและกลุ่มคนร้ายเหล่านี้ให้หมดไป

สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับผู้ต้องหา 2 คน และจับกุมได้แล้ว 1 คน คือ น.ส.โฮ ซึ่งปัจจุบันถูกคุมตัวอยู่ในเรือนจำและต้องเข้าไปสอบปากคำเพิ่มเติม โดย น.ส.โฮ ให้การภาคเสธ อ้างว่าตนเองทำหน้าที่เป็นซีอีโอดำเนินการตามคำสั่งของอิงอิง เมื่ออิงอิงสั่งก็โอนเงิน ซึ่งระหว่าง น.ส.จุฑาทิพย์ กับ น.ส.โฮ ยังไม่พบการเชื่อมโยงที่ชัดเจน แต่มีการสั่งการจากตัวการใหญ่คือนายแบงหรืออิงอิง ส่วนนายเหงียน เจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำไว้ในฐานะพยานเนื่องจากยังอยู่ในประเทศไทย สำหรับไรเดอร์ที่มาส่งพัสดุ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนขยายผล ในเบื้องต้นสอบปากคำเป็นพยานเนื่องจากทำอาชีพไรเดอร์มานานแล้ว และเพิ่งถูกแก๊งนี้เรียกใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน ยังไม่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีเพราะมีความใกล้ชิดกับวงจรดังกล่าว

ด้าน น.ส.จุฑาทิพย์ เปิดเผยว่า ได้ให้ข้อมูลทุกอย่างกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียบร้อยแล้ว และอยากฝากเตือนภัยเกี่ยวกับการรับหิ้วของว่า อย่ารับหิ้วของโดยเด็ดขาด ให้ตรวจสอบให้ดี เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าสินค้าจะเข้ามาในรูปแบบใด ตนไม่รู้จริงๆ ว่าข้างในบรรจุอะไร และไม่คุ้มค่าเลยกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยต้องถูกควบคุมตัวนานถึง 20 วัน จุดเริ่มต้นเกิดจากการถูกติดต่อผ่านทางไลน์ เพื่อส่งของมาให้ โดยที่อีกฝ่ายไม่มีการแสดงตัว และตั้งแต่แรกตนรู้สึกแปลกใจกับภาษาที่ใช้พูดคุยและการโอนเงินที่ดูไม่ใช่คนไทย เช่น ใช้คำว่าฉันจะโอนเงินให้คุณเดี๋ยวนี้ ตนถูกอิงอิงให้ส่งของให้สองรอบ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่อยู่เดียวกันหรือไม่ เพราะเป็นภาษาญี่ปุ่น ครั้งแรกมีการตรวจสอบพัสดุ แต่ครั้งที่สองเป็นของกินและขนมจึงไม่ได้ตรวจสอบและไม่ได้เอะใจ เนื่องจากปกติที่ตนจะรับหิ้วเป็นพวกของกินและของใช้ สำหรับเรื่องรับหิ้วของนั้น มันเนียนมากจนไม่สามารถรู้ได้เลย ทางที่ดีควรไปซื้อของเองจะดีกว่า และหลังจากนี้ตนจะไม่รับหิ้วของอีกแล้ว

ขณะที่ นายธนาศักดิ์ ทองน้อย พ่อของ น.ส.จุฑาทิพย์ ได้กล่าวขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือจนทำให้ลูกสาวของตนได้กลับบ้าน พร้อมกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจอย่างยิ่งต่อทุกคน.