เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ Erasmus+ Programme (ERASMUS+) อนุมัติทุนสนับสนุนแก่ประเทศไทยเพื่อดำเนิน 2 โครงการความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา ได้แก่ โครงการ Transformative Leadership in Science, Engineering, and Management: Bridging Disciplines to Build Thailand’s Next-Gen Innovators (BRIDGE) และโครงการ Bio-Circular-Green Higher Education Acceleration for Thailand (BrighT) นั้น ทั้งสองโครงการไม่ได้มุ่งเพียงพัฒนาหลักสูตรหรือกิจกรรมของมหาวิทยาลัย แต่เป็นการสร้างต้นแบบการปฏิรูประบบอุดมศึกษาที่จะสามารถขยายผลสู่ระดับประเทศได้ในอนาคต
รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า หากพิจารณาในรายละเอียด ทั้งสองโครงการมีบทบาทแตกต่างกันแต่เกื้อหนุนกัน โดย BRIDGE มุ่งยกระดับการผลิตกำลังคนสมรรถนะสูง ขณะที่ BrighT มุ่งยกระดับระบบนิเวศของมหาวิทยาลัยเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยสำหรับโครงการ BRIDGE ซึ่งมีมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นหัวหน้าโครงการฝั่งประเทศไทย และได้รับทุนสนับสนุน 694,302.81 ยูโร เป็นเวลา 3 ปี ถือเป็นการพัฒนาต้นแบบหลักสูตรสหวิทยาการที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และการจัดการ เพื่อสร้าง “นักวิทยาศาสตร์ผู้ตัดสินใจ (Scientist Leaders)” ที่สามารถนำองค์ความรู้ไปสร้างนวัตกรรมและบริหารการเปลี่ยนแปลงได้จริง
“ที่ผ่านมา การผลิตกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมของไทยเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขา แต่บริบทโลกปัจจุบันต้องการบุคลากรที่สามารถทำงานข้ามศาสตร์ มีภาวะผู้นำ เข้าใจธุรกิจ และสร้างนวัตกรรมร่วมกับภาคอุตสาหกรรมได้ BRIDGE จึงเข้ามาตอบโจทย์ช่องว่างดังกล่าว”
ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า จุดเด่นสำคัญของโครงการ คือ การต่อยอด Higher Education Sandbox ของกระทรวง อว. ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ผ่านการพัฒนากลไกการออกแบบหลักสูตรร่วม ระบบผลลัพธ์การเรียนรู้ การเทียบโอนและรับรองหน่วยกิตตามสมรรถนะ ตลอดจนระบบประกันคุณภาพที่เอื้อต่อการจัดหลักสูตรสหวิทยาการและหลักสูตรปริญญาคู่ ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้มหาวิทยาลัยอื่นนำไปประยุกต์ใช้ได้ นอกจากนี้ โครงการยังมีเป้าหมายสร้างข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรรูปแบบใหม่ในระดับประเทศ อันจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบัณฑิตไทยในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งด้านการผลิต พลังงาน โลจิสติกส์ และเทคโนโลยีดิจิทัล
ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนโครงการ BrighT ซึ่งมีมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นหัวหน้าโครงการฝั่งประเทศไทย ได้รับทุนสนับสนุน 883,556.83 ยูโร ระยะเวลา 4 ปี มีเป้าหมายยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green Economy (BCG) ของประเทศ ผ่านการพัฒนาระบบการบริหารจัดการ การพัฒนาหลักสูตร และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวางกลไกการกำกับดูแลในระดับประเทศ โดยจะจัดตั้งสภาการเปลี่ยนแปลง BCG ระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พัฒนากรอบสมรรถนะด้าน BCG ที่สอดคล้องกับมาตรฐาน GreenComp ของสหภาพยุโรป สนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกับการทำงาน และจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศระดับภูมิภาค 5 แห่ง เพื่อยกระดับศักยภาพของมหาวิทยาลัยในพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท
“สิ่งสำคัญของ BrighT คือ การเชื่อมโยงนโยบายกับการปฏิบัติ มหาวิทยาลัยจะไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่จะมีภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายมหาวิทยาลัยร่วมกันพัฒนากลไกที่จะสามารถขยายผลได้ทั้งประเทศ ซึ่งจะช่วยให้การผลิตกำลังคนสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวของไทย” รองปลัดกระทรวง อว. กล่าว
ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวในตอนท้ายว่า ทั้งสองโครงการถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบอุดมศึกษาไทยผ่านความร่วมมือกับสหภาพยุโรป โดยผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ได้หยุดอยู่เพียงมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ แต่จะถูกต่อยอดเป็นแนวทางเชิงนโยบาย ต้นแบบหลักสูตร และกลไกการพัฒนากำลังคนที่สามารถขยายผลไปยังสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand² ยกกำลังประเทศไทย ในการยกระดับทุนมนุษย์และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว



