รายการโหนกระแสวันนี้ (3 ส.ค. 2569) พูดคุยประเด็นใหญ่ในสังคมเกี่ยวกับคดีของ ป๋อง, ธง, บอล และฟลุ๊ก ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลอันตราย ก่อนหน้านี้ป๋องได้ก่อเหตุสังหารโหดสองพี่น้องชาวรัสเซีย เหตุการณ์เกิดขึ้นเวลาประมาณ 04.00 น. ในพื้นที่ จ.ชลบุรี ขณะที่น้องทั้งสองคนขี่ จยย. ออกไปซื้อของ ป๋องและธงได้ขี่รถเข้าประกบและใช้อาวุธปืนข่มขู่โดยแอบอ้างว่าเป็นตำรวจ มีการบังคับใส่กุญแจมือไพล่หลัง แล้วพาน้องผู้ชายซ้อนท้ายป๋อง ส่วนน้องผู้หญิงซ้อนท้ายธงไปในที่ลับตาคนเพื่อสังหาร
ในวันเดียวกันนั้นมีการยิงและซ้อมเหยื่อจนเสียชีวิต ก่อนนำไปฝังไว้ในหลุมลึกประมาณครึ่งอก เมื่อตำรวจจับกุมป๋องได้และพาไปชี้จุดเกิดเหตุ ระหว่างทางตำรวจได้สอบสวนจนทราบว่า ป๋องยังได้สังหารโหดพ่อแม่ลูกอีก 3 คน แล้วนำศพไปฝังไว้ในหลุมใกล้เคียงกัน เรื่องนี้สะเทือนขวัญสังคมไทยอย่างมาก
นอกจากนี้ยังพบว่าป๋องมีประวัติอาชญากรรมโชกโชน เข้าออกคุกเป็นว่าเล่น และเคยมีคดีกักขังข่มขืนหญิงสาวรายหนึ่งอย่างทารุณ เหยื่อรายนั้นรอดชีวิตออกมาได้ และต้องการมาถ่ายทอดประสบการณ์ เพื่อเรียกร้องให้มีการประหารชีวิตป๋อง เพราะเชื่อว่าหากได้รับความคุ้มครองลดโทษและออกมาสู่สังคมได้อีก สังคมจะเดือดร้อนและต้องมีคนตายอีกแน่นอน
แขกรับเชิญประกอบด้วย คุณเอ (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นเหยื่อในอดีต พร้อมด้วย ร.ต.อ.อมรพันธุ์ นิติธีรานนท์ หรืออาจารย์เบนซ์ อดีตผู้พิพากษาและทนายความ และ ดร.ธนกฤต จิตรอารีรัตน์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ปัจจุบันคุณเออายุ 22 ปี แต่เหตุการณ์เลวร้ายที่เธอถูกละเมิดชีวิตเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนเธออายุเพียง 14 ปี ซึ่งคุณเอบอกว่ายินดีที่จะเล่าเรื่องราวทั้งหมด แม้จะเป็นความทรงจำที่เจ็บปวด
คุณเอเริ่มต้นเล่าว่า รู้จักกับป๋องครั้งแรกเพราะเห็นเขาไปเก็บเงินกู้จากแม่ของเพื่อนที่ห้องแถว เธอสังเกตเห็นว่าป๋องมีท่าทางน่าเกรงขามจนเพื่อนต้องสะกิดเตือนว่าอย่าไปมองหน้าเขาแบบนั้น หลังจากนั้นประมาณ 3 วัน ป๋องได้ค้นหาและเพิ่มเพื่อนในเฟซบุ๊กของเธอมา ทั้งที่เธอไม่เคยตั้งรูปโปรไฟล์เป็นหน้าตัวเองเลย ป๋องทักแชตมาถามว่าเคยรู้จักกันไหม เธอจึงตอบไปว่าเพิ่งเห็นเขาที่ห้องแถวเมื่อ 3 วันก่อน จากนั้นป๋องขอวิดีโอคอลผ่าน Messenger เพื่อดูหน้าว่าเธอเป็นใครและคุยกันตามปกติ ป๋องสอบถามว่าเธอไปทำอะไรแถวนั้นและรู้จักใครบ้าง จนทราบว่าแม่ของเพื่อนเธอเป็นลูกหนี้ของเขา
ในช่วงแรกที่คุยกันเป็นการคุยกันลักษณะพี่น้อง ไม่ได้มีเรื่องชู้สาว ป๋องมักจะทักมาตอนดึกประมาณ 03.00-04.00 น. เพื่อชวนไปกินข้าวหรือพาไปเลี้ยงพร้อมกับลูกน้องของเขา คุณเอพยายามปฏิเสธมาตลอดประมาณ 2-3 ครั้ง โดยอ้างว่าอยู่บ้านเพื่อนหรือไปเที่ยวกับเพื่อน ป๋องจึงบอกให้พาเพื่อนมาด้วยหลาย ๆ คนจะได้ไม่ต้องกลัว

จนกระทั่งครั้งที่ 4 ป๋องชวนเธอไปดูการลองรถที่จะไปแข่งกันที่ถนนหลวง ป๋องพูดในเชิงบังคับว่าปฏิเสธมาหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้ต้องไปให้เห็นหน้ากันสักครั้ง ในตอนนั้นคุณเอยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกว่าป๋องมาจีบ เพราะเขาทำตัวเหมือนเป็นพี่น้อง และตัวเธอเองเป็นทอมหรือ LGBTQ+ ที่ชอบผู้หญิง 100% เธอจึงถามเพื่อนว่าจะไปดูรถด้วยกันไหม แต่เนื่องจาก จยย. นั่งซ้อนสามไม่ได้ ป๋องจึงเสนอจะให้ลูกน้องไปรับ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงประมาณปี 2561 ป๋องส่งลูกน้องผู้หญิงมารับคุณเอไปที่อู่ของพี่เหน่ง เมื่อไปถึงอู่ เธอได้ทักทายพี่เหน่งที่กำลังทำรถอยู่ พี่เหน่งถามว่ามีน้ำมันรถกันไหม เธอตอบว่าไม่มี พี่เหน่งจึงบอกให้เอาเงินที่เหลือไปเติมน้ำมัน เธอขี่รถออกไปเติมน้ำมันกับเพื่อนผู้ชาย โดยให้เพื่อนผู้หญิงรออยู่ที่อู่ หลังจากเติมน้ำมันเสร็จก็กลับมาที่อู่แล้วพากันไปดูรถแข่งที่ถนนหลวง เส้นที่มักมีเด็กแว้นลองรถและชาวบ้านก็จะแจ้งตำรวจมาไล่บ่อย ๆ ซึ่งในคืนนั้นตำรวจก็มาไล่จริง ๆ ทำให้ทุกคนต้องแยกย้ายกันกลับ
คุณเอและเพื่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน หลังจากกลับมาถึงบ้าน เจ้านายของเพื่อนผู้ชายโทรฯ มาตามเพื่อนให้กลับไปคุยเรื่องงาน คุณเอพยายามรั้งเพื่อนไว้แต่เพื่อนต้องไป เธอจึงทักไปหาป๋องเพื่อขอให้ช่วยพาเพื่อนอีกคนมาส่งเพราะเธอไม่มีรถแล้ว ต่อมาป๋องวิดีโอคอลมาหาเธอด้วยน้ำเสียงซีเรียส บอกว่าเจ้าของอู่โทรฯ มาแจ้งว่าของในอู่หายไป ป๋องกล่าวหาว่าพวกเธอแอบหยิบของไปตอนที่เขานั่งหันหลังทำรถอยู่ คุณเอรู้สึกกังวลมากเพราะถูกกล่าวหา ทั้งที่ยืนยันว่าไม่ได้เอาอะไรไป ป๋องจึงหลอกให้เธอมาช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ โดยบอกว่าเขาเป็นคนพามาจึงต้องรับผิดชอบ และอาสาจะให้ลูกน้องไปรับ
แต่แทนที่จะพาไปที่อู่ ลูกน้องผู้ชายกลับขับรถพาคุณเอเข้าไปในซอยลึกที่กำลังทำทางอยู่และมืดมาก เมื่อถามว่าจะไปไหน เขาก็บอกว่าจะไปหาเพื่อน เมื่อไปถึงเธอพบป๋องกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ ส่วนเพื่อนเธอนั่งกอดเข่าอยู่กับลูกน้องผู้หญิง เพื่อนบอกเธอว่าป๋องกล่าวหาว่ายาไอซ์หายไป ป๋องเดินเข้ามาหาพร้อมกับถืออาวุธปืนไว้ในมืออีกข้างหนึ่ง เขาบอกไม่ให้ตกใจและอ้างว่ายาไอซ์ที่หายไปมีมูลค่าประมาณ 50,000 บาท คุณเอยืนยันกับป๋องว่าพวกเธอไม่ได้เล่นยาและไม่รู้เรื่องยาที่หายไป
ป๋องอ้างว่าต้องรอให้เจ้าของอู่มาเปิดกล้องวงจรปิดตอนเช้าเพื่อดูความจริง และให้ทุกคนรออยู่ที่นั่นก่อน คุณเอเห็นว่าเพื่อนต้องรีบกลับบ้านเพราะเกรงจะมีปัญหากับแม่ เธอจึงเสนอตัวว่าจะอยู่เองเพื่อให้เพื่อนกลับไปก่อน เนื่องจากเธอไม่มีพ่อและแม่เสียชีวิตไปแล้ว จึงอาศัยอยู่กับป้า ยอมรับว่าเธอค่อนข้างเกเร ป๋องจึงยอมให้ลูกน้องไปส่งเพื่อนของเธอและบอกไม่ต้องกลัวเพราะมีลูกน้องผู้หญิงอยู่เป็นเพื่อน
ทันทีที่เพื่อนผู้ชายกลับไปและลูกน้องผู้ชายกลับมา ป๋องสั่งให้เธอลุกขึ้นแล้วจับเธอรวบแขนใส่กุญแจมือไพล่หลังทันที ป๋องอ้างว่า “ต้องทำตามขั้นตอน” และย้ำว่าถ้าให้ความร่วมมือก็จะไม่เจ็บตัว ป๋องขู่ว่าอย่าคิดหนีเพราะเขามีปืน แล้วพาเธอนั่งรถวนไปวนมาในซอยที่เธอไม่รู้จักจนสับสนเส้นทาง สุดท้ายป๋องบังคับให้เธอกินยาสีฟ้าเม็ดเล็ก ๆ 2 เม็ด โดยอ้างว่าเป็นยาแก้แพ้อากาศ แม้เธอจะพยายามปฏิเสธ แต่เขาก็หว่านล้อมว่าอย่ากลัวเลยเพราะเธอเป็นรุ่นลูกและเขามองเธอเป็นทอมเหมือนลูกหลาน แต่หลังจากกินยาไป ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
คุณเอเล่าต่อว่า หลังจากกินยาเข้าไป เธอจำไม่ได้ว่าหลับไปตอนไหน แต่เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งพบว่ามือข้างหนึ่งถูกใส่กุญแจมือล็อกไว้กับหัวเตียงภายในห้องพักของป๋อง เธอตื่นขึ้นมาในสภาพสะลึมสะลือ ขณะที่ป๋องกำลังพยายามจะข่มขืนเธอ เธอพยายามขัดขืนและบอกป๋องว่าอย่าทำแบบนี้เพราะเธอเป็นทอม แต่ป๋องไม่ฟัง เนื่องจากเธอตัวเล็กกว่าป๋องมากในขณะนั้น จึงทำได้เพียงใช้มือและเท้าต่อสู้เท่าที่ทำได้ เมื่อเห็นเธอสู้สุดฤทธิ์ ป๋องจึงต่อยเข้าที่ท้องของเธอ และป๋องยังได้คว้านิ้วมือของเธอและขู่ว่าจะหักนิ้วให้หมดหากเธอไม่ยอม
ในระหว่างที่เธอร้องขอชีวิตและอ้อนวอนว่าอย่าทำอะไรเธอเลย ป๋องกลับพูดด้วยน้ำเสียงน่ากลัวว่า “อยากร้อง ร้องไปเลย น้ำตาไม่มีผลกับพี่หรอก เพราะพี่ชอบ” และเมื่อเธอพยายามร้องขอความช่วยเหลือจริง ๆ เขาก็บีบคอเธอไว้ไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดออกมา หลังจากละเมิดเธอแล้ว ป๋องได้ถามเธอด้วยความท้าทายว่าอยากไปแจ้งความไหม จากนั้นเขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดคลิปวิดีโอที่เขาถ่ายเก็บไว้ขณะกำลังซ้อมและกระทำทารุณต่อผู้อื่น โดยบอกว่านี่คือรางวัลหรือผลลัพธ์ของคนที่ไปแจ้งความ เขาบังคับให้เธอดูคลิปเหล่านั้นจนจบทุกคลิป ซึ่งในคลิปส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่ถูกซ้อมจนต้องร้องขอชีวิต เมื่อเขาถามย้ำพร้อมกับถืออาวุธปืนและพูดข่มขู่ เธอจึงต้องตอบไปด้วยความกลัวว่า “ไม่แจ้งความ” ซึ่งป๋องยังพูดต่อว่า ต่อให้ไปแจ้งความพี่ก็รู้อยู่ดี
ขอบคุณเพจโหนกระแส



