เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 พ.ต.ต.นิติธร ทรัพย์วรเดช สว.(สอบสวน) สภ.ปลวกแดง จ.ระยอง รับแจ้งจากนายวันชัย เครือวรรณ อายุ 36 ปี ว่า ถูกชายที่รู้จักเพียงชื่อ “บี” ใช้ท่อนไม้ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บบริเวณไหล่ ก่อนขับรถยนต์โตโยต้า ยาริส ของน้องสาวหลบหนีไป
หลังรับแจ้งเหตุ พ.ต.ท.สุชาติ ดุสดี รอง ผกก.สส.สภ.ปลวกแดง พร้อมด้วย พ.ต.ท.นิยม เชื้อผะกา สว.สส.สภ.ปลวกแดง และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมเร่งติดตามรถยนต์คันดังกล่าว
จากการสอบสวน นายวันชัย ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุสังเกตเห็นพี่ชายไม่ได้ขี่รถจักรยานยนต์มาหลายวัน จึงเกิดความสงสัยว่ารถอาจเสียหรือจอดอยู่ที่ใด จึงอาสาขับรถยนต์พาไปติดตามหาและนำรถกลับคืน ด้วยความหวังดี โดยไม่ทราบมาก่อนว่าพี่ชายนำรถจักรยานยนต์ไปจำนำไว้กับนายบี
กระทั่งเดินทางไปถึงห้องเช่าบริเวณปากซอยมาบยางพร 15 ต.มาบยางพร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง นายวันชัยได้เข้าไปพูดคุยกับนายบี เพื่อขอรถจักรยานยนต์ของพี่ชายคืน แต่สถานการณ์กลับบานปลาย เกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง

จากนั้นนายบีได้คว้าท่อนไม้เข้าทำร้ายนายวันชัย ฟาดเข้าที่บริเวณไหล่จนได้รับบาดเจ็บและเกิดรอยฟกช้ำ ด้วยความตกใจ นายวันชัยและพี่ชายจึงพากันวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง เพื่อขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน พร้อมโทรแจ้งสายด่วน 191 ให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ
ระหว่างรอเจ้าหน้าที่ นายวันชัยพบว่านายบีเดินขึ้นรถยนต์โตโยต้า ยาริส ซึ่งจอดติดเครื่องอยู่ ก่อนขับออกไปอย่างรวดเร็ว จึงพยายามเข้าไปห้าม แต่ไม่สามารถหยุดรถไว้ได้ ทำให้เข้าใจว่ารถยนต์ถูกขับหลบหนีไป จึงเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ปลวกแดง เพื่อให้ตำรวจติดตามนำรถกลับคืน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม กลับพบเรื่องราวอีกด้าน โดยนายบีเองเกิดความตกใจหลังเหตุการณ์บานปลาย และเกรงว่าจะถูกตำรวจติดตามตัว จึงขับรถออกจากจุดเกิดเหตุ ก่อนนำไปจอดทิ้งไว้ภายในซอยใกล้เคียง แล้วหลบหนีออกจากพื้นที่
ไม่ได้มีการนำรถไปขาย หรือเคลื่อนย้ายออกนอกพื้นที่แต่อย่างใด
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ปลวกแดง ลงพื้นที่ติดตามจนพบรถยนต์คันดังกล่าวถูกจอดทิ้งไว้ สามารถนำกลับคืนให้เจ้าของได้อย่างปลอดภัย โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ารถไม่ได้รับความเสียหาย
ส่วนผู้ก่อเหตุอยู่ระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกาย รวมถึงความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนของกฎหมาย
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสนใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่ เนื่องจากเป็นคดีที่พลิกไปพลิกมา จากเดิมที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นเหตุชิงรถยนต์ กลับกลายเป็นปมขัดแย้งจากการติดตามรถจักรยานยนต์ที่ถูกนำไปจำนำ
เรียกได้ว่าเป็นคดี “โอละพ่อ” เมื่อความตั้งใจดีของน้องชายที่เพียงต้องการช่วยพี่นำรถกลับคืน กลับต้องเผชิญเหตุไม่คาดฝัน ถูกทำร้ายร่างกาย และเกือบสูญเสียรถยนต์ของน้องสาวไป แต่สุดท้ายตำรวจสามารถติดตามรถกลับคืนได้สำเร็จ พร้อมเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมารับผิดตามกฎหมายต่อไป



