สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดภาษีใหม่เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ในอัตรา 10% และ 12.5% กับ 60 ประเทศคู่ค้า รวมถึงสหภาพยุโรป (อียู) โดยอ้างว่า ประเทศเหล่านั้นไม่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอ เพื่อหยุดยั้งการส่งออกสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ หลังมาตรการภาษีนำเข้า 10% เมื่อก่อนหน้านี้ได้หมดอายุลง
รัฐที่ฟ้องร้อง รวมถึงรัฐออริกอนและนิวยอร์ก ล้วนมีอัยการสูงสุด หรือผู้ว่าการรัฐจากพรรคเดโมแครต
More than two dozen states — nearly all led by Democrats — are suing the Trump administration over its latest tariffs.
— PBS News (@NewsHour) August 3, 2026
In July, the government announced double-digit levies on 60 trading partners, saying they had not done enough to crack down on imports produced by forced labor.… pic.twitter.com/xxWBVFg8go
นายแดน เรย์ฟิลด์ อัยการสูงสุดของรัฐออริกอน กล่าวว่า แม้จะพ่ายแพ้ในทุกขั้นตอน แต่ทรัมป์ก็ยังพยายามสร้างความวุ่นวายให้กับครอบครัวคนทำงาน และธุรกิจท้องถิ่นของออริกอนอีกครั้ง
ด้านนายคุช เดไซ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า ภาษีนำเข้าเป็นมาตรการที่เหมาะสม และถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากการที่ประเทศต่าง ๆ ไม่สามารถบังคับใช้ และดำเนินการห้ามส่งออกสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ไม่สมเหตุสมผล และสร้างภาระให้กับการค้าของสหรัฐ รวมถึงคนงานชาวอเมริกัน
คำฟ้องของรัฐต่าง ๆ เช่นเดียวกับคำฟ้องก่อนหน้านี้อีก 2 คดี ซึ่งธุรกิจขนาดเล็กยื่นฟ้อง โต้แย้งว่า ภาษีใหม่นี้ใช้เหตุผลเกี่ยวกับ “แรงงานบังคับ” เป็นข้ออ้าง เพื่อนำมาตรการภาษีที่ศาลตัดสินว่าผิดกฎหมายกลับมาใช้ใหม่.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



