เมื่อวันที่ 4 ส.ค. นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการกิจการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์เฟซบุ๊ก “Dr.Jade อายุยืนแบบมีคุณภาพ” ให้ความรู้ในเรื่องการขับถ่ายไม่เป็นเวลา ซึ่งมีหลายคนต้องหันไปพึ่ง “ยาถ่าย” หรือ “ไฟเบอร์” แต่ความจริงแล้วมีอยู่ 5 วิธีในการปรับร่างกายให้ขับถ่ายเป็นเวลาดังนี้
1.อย่ารีบหลังตื่นนอนจนเกินไป ช่วงเช้าเป็นเวลาที่ลำไส้ของหลายคนเริ่มทำงาน แต่หลายคนตื่นแล้วรีบอาบน้ำ แต่งตัว ดื่มกาแฟ และออกจากบ้านทันที ทำให้ร่างกายยังไม่ทันส่งสัญญาณขับถ่าย แนะนำให้เผื่อเวลาหลังตื่นประมาณ 10-15 นาที ดื่มน้ำ 1 แก้ว และขยับร่างกายเบา ๆ เพื่อให้ลำไส้เริ่มทำงาน

2.เข้าห้องน้ำเวลาเดิมทุกวัน หากต้องการให้ขับถ่ายเป็นเวลา ควรเลือกช่วงเวลาที่สะดวก เช่น หลังตื่นนอน หลังดื่มน้ำ หรือหลังอาหารเช้า 10-20 นาที แล้วเข้าห้องน้ำเวลาเดิมเป็นประจำ โดยนั่งประมาณ 5-10 นาที ไม่ควรเล่นโทรศัพท์ ไม่ควรเบ่ง หากยังไม่ถ่ายให้ลุกและลองใหม่ในวันถัดไป เพื่อให้ร่างกายจดจำช่วงเวลาขับถ่าย
3.ดื่มน้ำให้เพียงพอ น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับถ่าย หากดื่มน้ำน้อย ลำไส้ใหญ่จะดูดน้ำกลับมากขึ้น ทำให้อุจจาระแข็งและขับถ่ายยาก แม้จะรับประทานไฟเบอร์มาก แต่หากดื่มน้ำไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้ท้องอืดมากกว่าเดิมได้ แนะนำให้เริ่มต้นวันด้วยน้ำ 1 แก้ว และจิบน้ำระหว่างวันอย่างสม่ำเสมอ

4.ขยับร่างกายให้มากขึ้น การใช้ชีวิตที่นั่งอยู่กับที่ตลอดทั้งวัน อาจทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวลดลง แพทย์แนะนำให้เดินหลังอาหาร 10-15 นาที ลุกเปลี่ยนอิริยาบถ ยืดเหยียด หรือออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้
5.อย่ากลั้นอุจจาระบ่อย การกลั้นอุจจาระเป็นประจำ ทำให้อุจจาระค้างอยู่ในลำไส้นานขึ้น ลำไส้จะดูดน้ำกลับมากขึ้น ส่งผลให้อุจจาระแข็ง ขับถ่ายยาก และสัญญาณปวดถ่ายลดลง นอกจากนี้ การเบ่งแรงบ่อย ๆ ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคริดสีดวงทวารและแผลปริขอบทวารหนักอีกด้วย
นอกจากนี้ หมอเจด กล่าวอีกว่า หากต้องการให้ลำไส้ทำงานเป็นจังหวะ ไม่ควรเริ่มต้นด้วยการใช้ยาระบายเสมอไป แต่ควรปรับพฤติกรรมพื้นฐานก่อน ทั้งการนอนหลับ การดื่มน้ำ การรับประทานอาหาร และการเคลื่อนไหวร่างกาย

นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพลำไส้ด้วยการรับประทานไฟเบอร์ให้เพียงพอ เลือกรับประทานอาหารหมักดองที่เหมาะสม หรือใช้โพรไบโอติกส์ในบางกรณี อาจช่วยสนับสนุนสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้และการทำงานของระบบขับถ่ายได้ อย่างไรก็ตาม โพรไบโอติกส์ไม่ใช่ยาระบาย และไม่สามารถทดแทนการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตได้ ทั้งนี้ หากมีอาการถ่ายเป็นเลือด น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดท้องรุนแรง ซีด รูปแบบการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงชัดเจน หรือมีอาการท้องผูกสลับท้องเสียเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม ไม่ควรคิดว่าเป็นเพียงปัญหาลำไส้ทำงานผิดจังหวะเพียงอย่างเดียว
ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก Dr.Jade อายุยืนแบบมีคุณภาพ



