ชั่วโมงนี้ตลาดสกินแคร์ไทยไม่ได้หอมหวานเหมือนในอดีต แม้ตัวเลขมูลค่าตลาดจะสูงถึง 20,000 ล้านบาท ที่ดูเหมือนตลาดและการแข่งขันจะคึกคักอย่างมากจนปี68 เติบโต 2-3% แต่ด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ในช่วง 5 เดือนแรกปี69 นี้ ตลาดกลับเติบโตเพียงแค่ 0.6% เท่านั้น ทั้งปริมาณการซื้อ และจำนวนผู้บริโภคไม่เพิ่มขึ้น

นายธนชัย ชัยกิตติวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จํากัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สกินแคร์ ยี่ห้อ สมูทอี บอกว่า ในด้านพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคก็เริ่มเปลี่ยนไปเติบโตในออนไลน์ จนปัจจุบันมีสัดส่วนมากถึง 50% ส่งผลให้มีผู้เล่นรายใหม่กระโดดเข้ามาแข่งขันในช่องทางออนไลน์และ TikTok เป็นจำนวนมาก และในช่วงสภาวะที่เงินในกระเป๋าจำกัด ผู้บริโภคไม่ได้เลือกซื้อเพียงเพราะราคาถูก แต่จะมองหา “คุณค่า”  ที่จะได้รับมากที่สุด สินค้าราคาแพงยังคงขายได้หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าเห็นผลจริง นอกจากนี้ยังเกิดพฤติกรรม “อยากลองก่อน” ทำให้ตลาด ครีมซอง เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากสัดส่วน 20% ในอดีต ขึ้นมาเป็น 50% ในปัจจุบัน

สมูทอีในฐานะแบรนด์ที่ทำตลาดมา 34 ปี ปี69 นี้จึงปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยและนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ พร้อมเข้าไปทำตลาดครีมซองเพิ่มขึ้น เนื่องจากมองเห็นโอกาสจากการที่ตลาดครีมซองยังไม่มีผู้เล่นที่เป็น Medical Skin Care อย่างจริงจัง และที่ผ่านมาได้ส่งผลิตภัณฑ์ “เจลแต้มสิว” เข้าสู่ 7-Eleven จนกลายเป็น Hero Product ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก

นอกจากนี้ได้วางตำแหน่งเป็น “Safe Zone” พื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนผิวแพ้ง่าย หรือผู้ที่มีปัญหาผิวจากการใช้ผลิตภัณฑ์อื่น ท่ามกลางกระแสการตลาดที่เน้นความสวยแบบเร่งด่วน  และยังส่งสินค้าไปทดสอบกับกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทัดเทียมกับแบรนด์จากยุโรปหรือญี่ปุ่น

น.ส.ศุภาพิชญ์ พิทยานุกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ ายการตลาด บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จํากัด กล่าวว่า  ล่าสุด ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ สมูท อี แอคเน่ เบบี้เฟียส เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ โดยดึง หลิงหลิง- ศิริลักษณ์ คอง และ ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ช่วยสื่อสารแบรนด์ดยสื่อสารผ่านซีรีส์หนังโฆษณา 3 ตอนจบแนวสนุกสนาน หลิง เซียนใส ล้อเลียนสไตล์หนังจีนแนวตั้งเป็นครั้งแรก เพื่อให้เข้าถึงฐานเจนแซดได้ง่าย ตั้งเป้าหมายช่วยผลักดันให้บริษัทมียอดขายรวมแตะ 4,000 ล้านบาท