เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า พ.มหานรฯ ได้โพสต์รูปการเข้ารับพระราชทานพัดจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมข้อความว่า อดีต..ได้รับพระราชทานอภัยโทษ..จากพระเจ้าอยู่หัว ร.9 และสมเด็จพระเทพฯ สู่การรับพระราชทานจากพระหัตถ์เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอยู่หัว ร.10 โยมแม่..พระลูกชายไม่มีชุดครุยรับปริญญาติดผนังเหมือนบ้านอื่นเขา..มีแต่ภาพนี้ ทุกอย่างแก้ไขได้ทำให้ดีขึ้นได้ โดยโพสต์ดังกล่าวมีผู้มาแสดงความชื่นชมจำนวนมาก กดไลก์ถึงกว่า 3 หมื่นครั้ง และแชร์ออกไปอีกถึง 679 ครั้ง

ต่อมาทราบชื่อของเจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว คือ พระมหานรชา สุชาโต วัดป่าดาราภิรมย์ จ.เชียงใหม่ โดยพระมหานรชา บอกว่า ภาพดังกล่าวเป็นการเข้ารับพระราชทานพัดในพิธีทรงตั้งเปรียญธรรม (ป.ธ.) 9 ประโยค และ 6 ประโยค โดยตนได้เข้ารับพระราชทานพัดป.ธ.6 หลังจากสอบไล่ได้ป.ธ.6 ประจำปี 2569

พระมหานรชา ยังเล่าถึงที่มาในการโพสต์ข้อความดังกล่าวด้วยว่า ตอนอายุ 16 ปี โยมแม่ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ อยากเห็นลูกชายใส่ผ้าเหลือง ช่วงนั้นเราก็เริ่มเกเร ไม่อยากบวชเพราะต้องโกนผม โยมแม่ต้องจ้างบวชเพื่อจะได้เห็นลูกชายใส่ผ้าเหลือง จึงบวชเป็นเณรได้ 2 อาทิตย์ก็สึก หลังจากนั้นโยมแม่เสียชีวิต เมื่ออายุครบ 20 ปี อยากจะบวชให้โยมพ่อแม่ให้แล้วๆ ไป จะได้จบหน้าที่ลูกชาย ตอนนั้นคิดแค่นั้น จนล่วงเลยมา มีคดีความแล้วต้องจำโทษอยู่ในเรือนจำ ระหว่างอยู่ในเรือนจำฉุกคิดขึ้นได้ว่าเรามันชั่วจริงๆ หลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องแม่ยังต้องจ้างบวช แต่ไม่มีโอกาสแล้วที่จะได้เห็นลูกชายบวชเป็นพระนุ่งห่มผ้าเหลือง คิดไว้ตลอดว่าออกจากเรือนจำเราจะบวช พอพ้นโทษก็กลับเข้าสู่วงจรเติม เกเรแทบจะทุกอย่าง ปัญหาครอบครัวก็มี ช่วงนั้นรู้ข่าวว่าน้องข้างบ้านจะบวช จึงคิดขึ้นได้ว่าเราเคยอยากจะบวชให้พ่อแม่ ก็เลยไปขอบวชด้วย แต่ยังไม่ได้กำหนดวันสึก แค่คิดว่าบวชให้แล้วๆ ไป สึกออกมาจะมีชีวิตที่ดีขึ้นบ้างเหมือนครอบครัวของคนอื่น

พระมหานรชา กล่าวต่อไปว่า ระหว่างที่บวชอยู่ ได้มีโอกาสสวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็น มีคำถามเกิดขึ้นมาในหัวอยู่ตลอดว่า รู้ได้อย่างไรว่าคำที่สวดกันอยู่เป็นความหมายอย่างนี้ บวกกับจังหวะที่หัดสวดปาฏิโมกข์อยู่ด้วยก็สงสัยเข้าไปอีก รู้ได้อย่างไรพระวินัยแปลแบบนี้ ก็มีพระอาจารย์บอกมาว่ามีการเรียนการสอนบาลีด้วยถ้าเรียนได้ประโยค 3 จะได้เป็น “พระมหา” ทำให้เราสนใจมากกว่าเดิมที่จะได้รู้คำแปลและได้เป็น “มหา” ด้วย จึงเริ่มหาที่เรียน ไปถามวัดที่กรุงเทพฯ มา 2 วัดก็บอกว่าที่พักไม่มีบ้าง กุฏิเต็มบ้าง เราก็เข้าใจเพราะตัวเรามีรอยสักไปที่ไหนๆ คงไม่กล้ารับเข้าวัด และได้มีโอกาสขึ้นไปภาคเหนือ ไปแวะพักอยู่วัดหนึ่งเพื่อไปเดินข้ามภูเขาสักการะรอยพระพุทธบาท เจ้าอาวาสทราบเรื่องที่เราอยากลองเรียนบาลี ท่านบอกว่าที่วัดป่าดาราภิรมย์มีสอน จึงได้มาขอเรียนอยู่ที่วัดป่าดาราภิรมย์ หลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านก็เมตตาให้โอกาสเราได้อยู่อาศัยเรียนบาลีจนสามารถสอบไล่ได้ป.ธ.6

“โยมแม่ไม่มีโอกาสได้เห็นได้พูดแล้ว เราบอกโยมแม่ตลอดหวังว่าท่านจะรับรู้ เวลาที่เราคิดว่าเราประสบความสำเร็จท่านจะได้ภูมิใจบ้าง เพราะตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่เรายังไม่ทันทำอะไรให้ท่านภูมิใจเลย การทำผิดพลาดทุกคนสามารถทำผิดกันได้ทั้งนั้น ก่อนจะดีได้ก็ต้องผิดมาก่อน ก่อนจะเก่งได้ก็ต้องพลาดมาก่อน ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดีหมด แต่ศาสนาพุทธพิเศษกว่านั้น ตอนที่เรารู้สึกว่าชีวิตหมดหวัง คิดแต่ว่าทำยังไงให้จิตใจที่หดหู่สิ้นหวังกลับมาให้ดีขึ้นได้ การบวชน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ได้ลองเข้ามาอยู่วัดพยายามฝืนตัวเอง เพื่อจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเก่าๆ ออกไป วิถีชีวิตพระสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเราได้ เราต้องค่อยๆ ปรับเปลี่ยนตัวเอง ทุกอย่างแก้ไขได้ทำให้ดีขึ้นได้ เชื่อว่าทุกคนที่คิดจะกลับตัวกลับใจทำได้” พระมหานรชา กล่าว

พร้อมทั้งฝากด้วยว่า หลายคนมองว่าบาลี เป็นเรื่องไกลตัว และยาก แต่ส่วนตัวมองไปในทางกลับกัน เป็นเรื่องที่เจออยู่ค่อนข้างประจำ คนเราอาจจะมองข้ามหรือไม่สนใจ ภาษาบาลีเป็นสิ่งที่น่าสงสัยโดยเฉพาะผู้ชายเวลาจะบวชต้องท่องขานนาค สิ่งที่เราท่องไปสิ่งที่พระพูดกลับมา หมายความว่าอะไร ผู้หญิงก็เหมือนกัน เวลาเข้าวัด ไปกับญาติพี่น้องเพื่อทำบุญใส่บาตร พระให้พรให้ศีล หมายความว่าอะไร เป็นสิ่งที่น่าสนใจในการหาคำตอบ เมื่อรู้ความหมายก็จะทำให้เราเข้าใจขึ้น สามารถเปิดใจเปิดโอกาสเกี่ยวกับศาสนาให้กับตัวเองมากขึ้นได้ อย่ารีบตัดสินอย่ารีบปฏิเสธเกี่ยวกับภาษาบาลีและพระพุทธศาสนา เพราะ 2 สิ่งนี้สามารถเป็นหลักยึดเกาะให้ตัวเราได้ ให้แง่คิดในการใช้ชีวิตทั้งคนที่มีปัญหาและคนรุ่นใหม่