เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 9 (ศปอส.ภ.9) ได้รับแจ้งจากบิดา นายเอ (นามสมมุติ) ว่า บุตรชาย อายุ 18 ปี ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงให้โอนเงิน 2,000,000 บาท ไปให้แล้วไม่สามารถติดต่อได้ จึงมาประสานขอความช่วยเหลือ

ศปอส.ภ.9 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.วรา เวชชาภินันท์ รอง ผบช.ภ.9 , พล.ต.ต.มารุต เรืองจินตนา ผบก.สส.ภ. 9 โดยมี พ.ต.อ.จักราวุธ บุญเรือง รอง ผบก.สส.ภ.9 สืบสวนสอบสวนจนพบพิกัดของผู้เสียหายอยู่บริเวณถนนเทียนจ่ออุทิศ ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จึงนำกำลัวไปตรวจสอบ พบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจอดอยู่บริเวณหน้าอาคารห้องเช่าแห่งหนึ่ง จึงประสานห้องพักรายวันเข้าตรวจสอบ กระทั่งพบว่าผู้เสียหายพักอยู่เพียงลำพัง โดยขณะเข้าตรวจสอบ ผู้เสียหายกำลังวิดีโอคอลกับคนร้าย โดยเมื่อคนร้ายเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจผ่านหน้าจอโทรศัพท์ ได้รีบปิดการสนทนาและลบบัญชีแอปพลิเคชันไลน์ทันที
จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้เสียหายให้การว่า ได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพอ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีเปิดซิมการ์ดให้กลุ่มผู้กระทำผิด และมีคดีความเกิดขึ้น ก่อนหลอกให้แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการโอนเงินจำนวน 2,000,000 บาท จึงนำเรื่องไปหลอกบิดามารดาว่าได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศและจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนดังกล่าว ทำให้ผู้ปกครองหลงเชื่อและโอนเงินให้ ก่อนที่ผู้เสียหายจะทยอยโอนต่อให้คนร้ายครั้งละ 500,000 บาท รวม 4 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,000,000 บาท

แต่หลังจากได้เงินแล้ว คนร้ายยังสั่งให้ผู้เสียหายเปิดห้องพัก ตัดการติดต่อกับพ่อแม่ ญาติ ครอบครัวและเพื่อนๆ พร้อมทั้งพยายามหลอกให้หาเงินเพิ่มอีก 5,000,000 บาท แต่เจ้าหน้าที่ ศปอส.ภ.9 สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีก่อนผู้เสียหายจะตกเป็นเหยื่อสูญเงินเพิ่ม จึงนำตัวผู้เสียหายเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์มาดำเนินคดีต่อไป
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจฝากเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง อย่าหลงเชื่อบุคคลที่โทรศัพท์มาแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานต่าง ๆ พร้อมทั้งช่วยกันสอดส่องดูแลบุตรหลาน หากพบพฤติกรรมต้องสงสัยหรืออาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สามารถแจ้งขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมงระหว่างการแลกเปลี่ยนข้อมูลและขยายผล เพื่อนำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วตำรวจยืนยันว่าจะเร่งติดตามผู้ก่อเหตุอย่างเต็มที่ พร้อมตรวจสอบทุกเบาะแสที่เกี่ยวข้อง เพื่อคลี่คลายคดีและนำทรัพย์สินกลับคืนให้ผู้เสียหายต่อไป.




