จากกรณี นายศักรินทร์ วิชาจารย์ หรือครูพี่หนึ่ง พนักงานราชการ สังกัดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เสียชีวิตจากเหตุถูกสัตว์ป่าทำร้าย ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ บริเวณลำห้วยทับเสลา อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี โดยพบรอยเท้าเสือโคร่งอยู่บริเวณใกล้เคียง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงแนวทางการทำงานของกรมอุทยานฯ ที่จะแกะรอยจับเสือมาตรวจ DNA
-สุดอึ้ง ‘เสือโคร่ง’ ตัวกัดเจ้าหน้าที่ห้วยขาแข้ง พบเป็นเสือเด็กอายุเพียง 1 ปีกว่าเท่านั้น
-เผยความคืบหน้าเคสเสือโคร่ง ‘หมอล็อต’ ย้ำทีมพร้อมแล้ว ชี้ทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้สวัสดิภาพสัตว์ป่า

DNA เสือโคร่งบอกอะไรเราได้บ้าง?
ในการสืบสวนคดี ทีมเจ้าหน้าที่และนักวิจัยสกัด DNA เสือโคร่งได้จากพยานหลักฐานในจุดเกิดเหตุ เช่น คราบน้ำลายบนบาดแผล เส้นขน รอยตีน หรือคราบเลือด โดยหลักฐานเหล่านี้สามารถไขคำตอบสำคัญได้ 4 ประการ
1.การยืนยันตัวตนปัจเจก
เสือโคร่งแต่ละตัวมีรหัสพันธุกรรมเฉพาะตัวเช่นเดียวกับลายนิ้วมือมนุษย์ DNA ช่วยยืนยันได้เด็ดขาดว่าเสือตัวใด (เช่น รหัสเสือ HKK-xxx ในฐานข้อมูล) อยู่ในจุดเกิดเหตุ ช่วยป้องกันการจับผิดตัว และไม่ทำให้เสือตัวอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องต้องได้รับผลกระทบ
2.ถอดรหัสพฤติกรรมผิดปกติและสุขภาพ
โดยธรรมชาติ เสือโคร่งหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้มนุษย์ แต่การเข้าจู่โจมคนมักมีปัจจัยแฝง DNA ควบคู่กับการประเมินทางชีววิทยา สามารถบอกได้ว่า เสือตัวนั้นมีภาวะเลือดชิด ป่วย มีบาดแผลรุนแรง หรือเป็นเสือแก่ที่ไม่สามารถล่าเหยื่อตามธรรมชาติอย่างกวางหรือวัวแดงได้อีกต่อไปหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการอธิบายพฤติกรรมผิดปกติ
3.การเชื่อมโยงวัตถุพยานในคดีอาชญากรรม
หากมีประเด็นเรื่องการลักลอบล่าสัตว์เข้ามาเกี่ยวข้อง DNA คือพยานวัตถุขั้นเด็ดขาดในการนำสืบชั้นศาล เพื่อพิสูจน์ว่าซากเสือ เขี้ยว หรือชิ้นส่วนที่ตรวจพบ ตรงกับประชากรเสือโคร่งในผืนป่าห้วยขาแข้งหรือไม่ นำไปสู่การสาวถึงขบวนการค้าสัตว์ป่าได้ทันที
4.การระบุถิ่นกำเนิดและประชากร
DNA สามารถจำแนกได้ชัดเจนว่าเสือตัวดังกล่าวเป็นเสือธรรมชาติในผืนป่าตะวันตก หรือเป็นเสือที่หลุดมาจากสถานีเลี้ยง/สวนสัตว์ ซึ่งมีผลต่อการวางมาตรการคุมเข้มความปลอดภัยและการบริหารจัดการพื้นที่

นิติวิทยาศาสตร์เพื่อความจริง ไม่ใช่การล่า
ในเหตุการณ์สลดที่ลำห้วยทับเสลา กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ได้เร่งเก็บหลักฐานชีวภาพเพื่อนำมาเทียบเคียง DNA กับประชากรเสือโคร่งในบริเวณใกล้เคียง
ภารกิจนี้เน้นย้ำถึง 3 เป้าหมายสำคัญ
1.ความถูกต้องแม่นยำ เพื่อให้ได้ความจริงตามหลักนิติวิทยาศาสตร์สากล
2.การจัดการที่เหมาะสม หากเสือตัวดังกล่าวบาดเจ็บหรือป่วย เจ้าหน้าที่จะได้ย้ายไปดูแลในสถานพยาบาลสัตว์ป่าที่เหมาะสม ป้องกันเหตุซ้ำรอย
3.การให้เกียรติผู้เสียสละ การทำงานอย่างรัดกุมด้วยหลักวิทยาศาสตร์ คือการสร้างมาตรฐานความปลอดภัย และสืบทอดเจตนารมณ์ของผู้พิทักษ์ป่าอย่างสมเกียรติ
การตรวจ DNA เสือโคร่งจึงไม่ได้ทำเพื่อเอาผิดธรรมชาติ แต่ทำเพื่อถอดบทเรียน ไขความจริงเบื้องหลังพฤติกรรมสัตว์ป่า และสร้างมาตรการความปลอดภัยที่ยั่งยืนให้กับเจ้าหน้าที่ผู้เสียสละทุกท่านต่อไป..



