นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเดินหน้ามาตรการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ภายใต้วงเงินงบประมาณ 2 แสนล้านบาท ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน ว่า ล่าสุดกระทรวงมหาดไทย การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ร่วมหารือเพื่อพิจารณาโครงการสนับสนุนประชาชนติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) บนหลังคาบ้านเรือน คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายใน 1 เดือนนับจากนี้
การดำเนินโครงการดังกล่าว มีเป้าหมายสำคัญเพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนในระยะยาว พร้อมทั้งลดการพึ่งพาและการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อการผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันไทยมีสัดส่วนการนำเข้าสูงถึง 60% โดยรัฐบาลเตรียมพิจารณาให้ เงินอุดหนุนรายละ 50,000 บาทต่อครัวเรือน
ดึง “ออมสิน-ธอส.” ร่วมอุ้ม
สำหรับประชาชนที่ไม่มีเงินก้อนแต่อยากประหยัดค่าไฟ กระทรวงการคลังได้ประสานงานกับธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เข้ามาสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในส่วนต่างที่เหลือ โดยวางโครงสร้างให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับภาระเงินต้นด้วยตนเอง แต่ใช้วิธีนำส่วนต่างจากค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้มาผ่อนชำระคืนธนาคารแทน
“สำหรับประชาชนที่ไม่มีเงินก้อน แต่อยากจะลดค่าไฟและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เราจึงให้ 2 แบงก์รัฐมาดูแลส่วนที่เหลือ โดยให้อัตราดอกเบี้ยถูก และเขาจะไม่ต้องออกเงินเลย เพราะจะไปหักลบจากค่าไฟ” นายเอกนิติ กล่าว
ตัวอย่างกลไกการผ่อนชำระ:
- หากติดตั้งแล้วช่วยลดค่าไฟได้ 2,000 บาท/เดือน
- ประชาชนแบ่งเงินที่ประหยัดได้ 1,000 บาท ไปผ่อนชำระคืนธนาคาร
- ประชาชนจะยังมีเงินเหลือทันที 1,000 บาท/เดือน โดยไม่ต้องลงทุนเงินก้อนเอง
- คาดการณ์ระยะเวลาคืนทุนเพียง 3–4 ปี และหลังจากนั้นประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการลดค่าไฟฟ้าอย่างเต็มที่
เจาะเป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือน
รัฐบาลตั้งเป้าหมายขยายการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้ได้ครอบคลุม 500,000 ถึง 1,000,000 ครัวเรือน ทั่วประเทศ โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ:
- ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าในระดับ 5 กิโลวัตต์ขึ้นไป
- มีภาระค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 3,000 – 4,000 บาทต่อเดือน
ดัน BOI หนุนผลิตในประเทศ
นอกจากมาตรการช่วยเหลือภาคประชาชนแล้ว รัฐบาลยังได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พิจารณามาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมผลิตโซลาร์เซลล์ เพื่อกระตุ้นการจ้างงานและสนับสนุนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Local Content) อย่างครบวงจร
พร้อมกันนี้ ได้กำหนดให้ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ทำหน้าที่เป็น One Stop Service อำนวยความสะดวกให้ประชาชน ณ จุดเดียว ทั้งด้านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย การเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า รวมถึงการดูแลสิทธิ์ในการขายไฟฟ้าคืนเข้าระบบผ่านระบบ Net Billing ต่อไป



