เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2569 ที่อาคารแสงสิงแก้ว กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ว่าที่ ร.ต.รวยรุ่ง ใครบุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พร้อมด้วย พล.ต.ต.ศักดิ์ชาย สาดมะเริง ผบก.ภ.จว.นครพนม พ.ต.ท.เกียรติคุณ ดวงแก้ว สารวัตรตรวจคนเข้าเมืองนครพนม และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติด 2 ราย พร้อมของกลางจำนวนมาก

เหตุจับกุมเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 02.30 น. วันที่ 7 ส.ค. 2569 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ร่วมกับตำรวจน้ำจังหวัดนครพนม และตำรวจ สภ.นาแก วางแผนสกัดจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย บริเวณหน้า สภ.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม

ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย คือ นายสง่า และนายอดิศร (สงวนนามสกุล) ชาว จ.อุบลราชธานี โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า ทั้งสองร่วมกันลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เพื่อเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ โดยใช้รถยนต์กระบะมิตซูบิชิ รุ่นแอล 200 สีเทา เป็นพาหนะ

การจับกุมสืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า จะมีกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ จึงจัดกำลังออกตรวจสอบ กระทั่งเวลาประมาณ 02.00 น. พบรถยนต์ต้องสงสัยขับมาตามเส้นทางสายบ้านต้อง-สกลนคร มุ่งหน้าไปยัง อ.นาแก จึงติดตามและประสาน สภ.นาแก เข้าสกัดจับ

จากการตรวจค้นรถ พบวัตถุทรงสี่เหลี่ยมสีดำจำนวน 5 ก้อน ซุกซ่อนอยู่บริเวณท้ายกระบะ เมื่อเปิดตรวจสอบพบว่าเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองพร้อมของกลางมาตรวจสอบอย่างละเอียด

เจ้าหน้าที่พบเฮโรอีนจำนวน 280 แท่ง และไอซ์จำนวน 94 ก้อน รวมมูลค่าของกลางประมาณ 100 ล้านบาท นอกจากนี้ยังตรวจยึดรถยนต์ที่ใช้ในการกระทำความผิดจำนวน 1 คัน มูลค่าประมาณ 80,000 บาท

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสองว่า “ร่วมกันจำหน่ายโดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน, ไอซ์) โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อการค้า อันก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” และ “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย”

จากนั้นจะส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขยายผลติดตามเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ด้าน พล.ต.ต.ศักดิ์ชาย เปิดเผยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 รายเคยต้องโทษในคดียาเสพติดมาก่อน และเพิ่งพ้นโทษออกจากเรือนจำได้ไม่นาน โดยได้รับค่าจ้างในการลำเลียงยาเสพติดครั้งนี้จำนวน 100,000 บาท และได้รับเงินล่วงหน้าเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางจำนวน 40,000 บาท

ทั้งนี้ หนึ่งในผู้ต้องหาให้การว่า เงินค่าจ้างที่ได้รับตั้งใจจะนำไปใช้รักษาโรคประจำตัวของตนเอง ขณะที่เจ้าหน้าที่จะเร่งขยายผลหาผู้ว่าจ้างและเครือข่ายยาเสพติดที่อยู่เบื้องหลังต่อไป