สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ว่าข้อตกลงไตรภาคีระหว่างตุรกี ซาอุดีอาระเบีย และปากีสถาน ได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการแล้ว ในวันศุกร์ (7 ส.ค.) โดยแหล่งข่าวในรัฐบาลตุรกีกล่าวว่า ข้อตกลงฉบับนี้ “ไม่ได้พุ่งเป้าเจาะจงฝ่ายใด”
BREAKING ???? Pakistan Prime Minister Shehbaz Sharif and Field Marshal Asim Munir meet Saudi Crown Prince Mohammed bin Salman
— Insider Paper (@TheInsiderPaper) August 7, 2026
Turkey, Saudi Arabia and Pakistan will sign a joint defence agreement in Mecca today
Turkey has NATO's second-largest military. Saudi Arabia is the… pic.twitter.com/mhDehD55tT
อนึ่ง ตุรกีเป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ขณะที่ซาอุดีอาระเบียป็นหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นรัฐในอ่าวเปอร์เซียที่ทรงอิทธิพลที่สุด ส่วนปากีสถานเป็นประเทศมุสลิมเพียงประเทศเดียวที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
นายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ผู้นำปากีสถาน พร้อมด้วยจอมพลอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพบก เดินทางถึงเมืองเจดดาห์ของซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันพฤหัสบดี (6 ส.ค.) และมีกำหนดเดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ที่นครเมกกะ
Saudi Arabia, Turkey and Pakistan to sign joint defence deal amid regional turmoil https://t.co/lTVIvQh1lQ
— The Straits Times (@straits_times) August 7, 2026
ด้านประธานาธิบดีเรเซป เทย์ยิป เออร์โดกัน ผู้นำตุรกี ออกเดินทางไปยังเมืองเจดดาห์ในวันที่ 7 ส.ค. โดยทั้งหมดจะเข้าเฝ้าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีแห่งซาอุดีอาระเบีย ที่เมืองเจดดาห์
ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการเจรจาเกือบ 1 ปี และเกิดขึ้นในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน เผยให้เห็นถึงจุดอ่อนด้านความมั่นคงของประเทศอ่าวเปอร์เซีย และขัดขวางการขนส่งน้ำมันและสินค้าสำคัญอื่น ๆ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ดี กองทัพและรัฐบาลปากีสถานไม่ได้รับตอบคำขอแสดงความคิดเห็นในทันที แม้กระทรวงการต่างประเทศปากีสถานได้ยืนยันการเยือนซาอุดีอาระเบีย และอธิบายว่า เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับราชอาณาจักร.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



