“บัตรเครดิต” กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของใครหลายคน ไม่ว่าจะใช้เพื่อสะสมคะแนน รับเครดิตเงินคืน หรือรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้จ่าย โดยเฉพาะโปรโมชันยอดนิยมอย่าง “ผ่อน 0%” ที่ช่วยให้การซื้อสินค้าชิ้นใหญ่เป็นเรื่องจัดการได้ง่ายขึ้น

จากสินค้าราคาหลักหมื่น อาจแบ่งจ่ายเหลือเพียงหลักร้อยหรือหลักพันบาทต่อเดือน ทำให้สามารถบริหารสภาพคล่องทางการเงินได้ยืดหยุ่นขึ้น และยังมีเงินสดเหลือไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นด้านอื่น ๆ ได้อีกด้วย

4 สัญญาณผ่อน 0% ลองเช็กตัวเองก่อนเกิดผลเสีย

1.ยอดผ่อนรายเดือนเริ่มกระทบเงินออม

หากในแต่ละเดือนต้องกันเงินรายได้ส่วนใหญ่ไว้สำหรับชำระค่างวด จนเงินออมลดลง หรือไม่สามารถออมได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ อาจเป็นสัญญาณว่าภาระผ่อนเริ่มมีสัดส่วนสูงเกินไป แม้จะเป็นการผ่อน 0% แต่ก็ยังเป็นภาระที่ต้องชำระอย่างต่อเนื่องทุกเดือน ดังนั้น การรักษาสมดุลระหว่าง “การผ่อน” และ “การออม” จึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน

2.จำไม่ได้ว่ากำลังผ่อนอะไรอยู่บ้าง

โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ หรือสินค้าออนไลน์ หลายคนอาจมีรายการผ่อนหลายอย่างในเวลาเดียวกัน จนบางครั้งจำไม่ได้ว่าแต่ละรายการเหลืออีกกี่งวด เมื่อเริ่มมองไม่เห็นภาพรวมของภาระทั้งหมด การวางแผนการเงินก็อาจทำได้ยากขึ้น

3.ตัดสินใจซื้อเพียงเพราะ “ผ่อนได้”

แน่นอนว่าโปรโมชันการผ่อนช่วยให้การซื้อสินค้ามีความยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง ควรถามตัวเองว่า “จำเป็นหรือไม่” หากเหตุผลหลักของการซื้อเริ่มเปลี่ยนจาก “จำเป็น” เป็น “ผ่อนได้อยู่แล้ว” อาจเป็นจังหวะที่ควรกลับมาทบทวนพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเองอีกครั้ง เพื่อให้ทุกการซื้อยังคงสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินที่วางไว้

4.เริ่มจ่ายบัตรเครดิตแบบขั้นต่ำ

การชำระขั้นต่ำอาจช่วยเพิ่มความคล่องตัวในบางช่วงเวลา แต่หากเกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือเริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ นั่นอาจสะท้อนว่าภาระรายเดือนกำลังสูงเกินกว่าที่วางแผนไว้ และเมื่อมียอดคงค้างที่ไม่ได้ชำระเต็มจำนวน ก็จะถูกคิดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้นและอาจส่งผลต่อการวางแผนการเงินในอนาคตได้ ดอกเบี้ยก็จะเริ่มเข้ามาเป็นภาระเพิ่มเติม ซึ่งอาจทำให้การบริหารจัดการหนี้ในอนาคตทำได้ยากขึ้น

3 คำถาม คิดก่อนผ่อน 0%

1.สิ่งที่กำลังจะผ่อนจำเป็นจริงหรือไม่

การผ่อนจะคุ้มค่ามากที่สุดเมื่อใช้กับสินค้าที่จำเป็น มีมูลค่าสูง หรือเป็นสิ่งที่ต้องใช้งานในระยะยาว

2.ยอดผ่อนรวมต่อเดือนเหมาะกับรายได้หรือไม่

หลังรวมยอดผ่อนทั้งหมดแล้ว ควรยังมีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ การออม และเป้าหมายทางการเงินอื่น ๆ

3.จำนวนงวดที่เลือกเหมาะกับแผนการเงินหรือไม่

แม้การเลือกผ่อนระยะยาวจะช่วยให้ยอดจ่ายต่อเดือนลดลง แต่ก็หมายถึงภาระที่ต้องรับผิดชอบยาวนานขึ้นเช่นกัน จึงควรเลือกจำนวนงวดให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระของตัวเอง

เมื่อเริ่มมีหลายยอดผ่อน จัดการอย่างไรดี?

หากรู้ตัวว่ามียอดผ่อนหลายรายการ ไม่จำเป็นต้องกังวลจนเกินไป เพราะการแก้ปัญหาเริ่มต้นได้จากการมองเห็นภาพรวมทางการเงินของตัวเองให้ชัดเจน

1.หยุด : การสร้างภาระใหม่ชั่วคราว

การหยุดรูดบัตรเครดิต จะช่วยให้มีพื้นที่ทางการเงินสำหรับจัดการภาระเดิมได้อย่างเต็มที่มากขึ้น

2.กาง : รวบรวมยอดผ่อนทั้งหมดเพื่อให้เห็นภาพรวมของรายจ่าย

จดรายละเอียดของแต่ละรายการ ไม่ว่าจะเป็นยอดคงเหลือ จำนวนงวดที่เหลือ และยอดที่ต้องจ่ายต่อเดือน เพื่อให้เห็นภาพรวมของภาระทั้งหมดอย่างชัดเจน

3.จ่าย : วางแผนการชำระอย่างเป็นระบบเพื่อไม่ให้เป็นหนี้เพิ่ม

หากมียอดคงค้างที่เริ่มมีดอกเบี้ย ควรให้ความสำคัญกับการชำระยอดดังกล่าวก่อน เพื่อลดต้นทุนทางการเงินในระยะยาว และช่วยให้จัดการหนี้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่มา: ทีทีบี ฟินทิป