เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 ส.ค.69 ที่เอ็มซีซี ฮอลล์ ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ โคราช จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมการเงินโคราช ครั้งที่ 20 MONEY EXPO 2026 KORAT ภายใต้แนวคิด “AI WEALTH CREATION ขับเคลื่อนความมั่งคั่งด้วยพลังเอไอ” ระหว่างวันที่ 7-9 ส.ค.69
ภายในงานมี นายคณัสชนม์ ศรีเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานมหกรรมการเงิน MONEY EXPO นางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานร่วมมหกรรมการเงิน MONEY EXPO และนางสาวภริตา วิริยะรังสฤษฎ์ รองประธานจัดงานมหกรรมการเงิน MONEY EXPO พร้อมด้วยผู้บริหารสถาบันการเงิน นักธุรกิจ และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

นายสุวัจน์ กล่าวว่า การจัดงาน MONEY EXPO โคราช ถือเป็นกลไกสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสให้ประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะซบเซา จากการเติบโตของ GDP ที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง
“สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรไม่ให้ผู้ประกอบการและประชาชนที่กำลังประสบปัญหาต้องไม่จมน้ำ งาน MONEY EXPO จึงเป็นช่องทางสำคัญในการช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อ ปรับโครงสร้างหนี้ และมีเงินทุนสำหรับฟื้นฟูธุรกิจ เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้” นายสุวัจน์ กล่าว

นายสุวัจน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเงินสินเชื่อในระบบส่วนใหญ่มักกระจายไปยังธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs และรายย่อยยังประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งทุน ทั้งที่กลุ่มดังกล่าวถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย และมีบทบาทในการจ้างงานในสัดส่วนสูง รวมถึงเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ สำหรับการนำ AI มาใช้ในภาคการเงิน ภายใต้แนวคิด “AI WEALTH CREATION” จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน สภาพคล่อง และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ ทำให้สถาบันการเงินสามารถพิจารณาและอนุมัติสินเชื่อได้รวดเร็ว มีความแม่นยำ และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ตรงมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยได้รับการสนับสนุนทางการเงิน
นายสุวัจน์ กล่าวถึง สถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่า ปัจจุบันยังต้องเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ทั้งสงครามการค้าและวิกฤตพลังงาน ขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศยังได้รับผลกระทบสะสมจากช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างท้าทาย นอกจากนี้ ภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับใกล้ ร้อยละ 70 ของ GDP และหนี้ภาคประชาชนที่อยู่ในระดับสูงกว่า ร้อยละ80 ของ GDP ถือเป็นข้อจำกัดสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลต่อความสามารถในการปล่อยสินเชื่อและการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต

นายสุวัจน์ เสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว โดยนำเทคโนโลยี AI เข้ามาต่อยอดจุดแข็งของประเทศที่มีศักยภาพและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ได้แก่ ภาคเกษตร อาหาร การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และ Wellness หรือธุรกิจด้านสุขภาพ เพื่อให้สอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบบ “เขียว คลีน และยั่งยืน”
“ประเทศไทยมีทั้งทรัพยากร วัตถุดิบ ภูมิปัญญา และศักยภาพในหลายด้านอยู่แล้ว ดังนั้นโจทย์สำคัญคือการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเพิ่มมูลค่า สร้างความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมโยงกับตลาดโลกให้ได้มากขึ้น”นายสุวัจน์ กล่าว

นายสุวัจน์ กล่าวถึงบทบาทของภาครัฐว่า ในช่วงที่งบประมาณมีจำกัด รัฐบาลควรจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณ โดยให้ความช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยและกลุ่ม SMEs เป็นลำดับแรก ควบคู่กับการเร่งส่งเสริมการลงทุน การส่งออก และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งคาดหวังว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการเพิ่มเติม โดยเฉพาะในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ เพื่อเป็นของขวัญให้กับประชาชน และช่วยดูแลผู้ที่กำลังได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างตรงจุด
สำหรับงาน MONEY EXPO 2026 KORAT ครั้งที่ 20 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 ส.ค.2569 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ ชั้น 3 เดอะมอลล์ โคราช ภายใต้แนวคิด “AI WEALTH CREATION ขับเคลื่อนความมั่งคั่งด้วยพลังเอไอ” โดยรวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการด้านการเงิน การลงทุน สินเชื่อ และโอกาสทางธุรกิจจากสถาบันการเงินและผู้ประกอบการชั้นนำ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึง.



