เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค กรุงเทพมหานคร กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ได้จัดประชุมสัมมนาผู้ขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนจากงบประมาณของกองทุนฯ ประเภทสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 โดยครอบคลุมสมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า “แห่งประเทศไทย” ทั้งประเภทกีฬาคนปกติและกีฬาคนพิการ ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “หลักเกณฑ์การจัดกลุ่มชนิดกีฬาที่มีศักยภาพ และแนวทาง วิธีการ เพื่อจัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างมียุทธศาสตร์ เป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570”

ในการนี้มี นายทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการสัมมนา พร้อมด้วย นายมนตรี หาญใจ กรรมการบริหารกองทุนฯ, นายสมหมาย ลักขณานุรักษ์ ที่ปรึกษาด้านงบประมาณและคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายชนาสิน สิมะดำรงค์ รองผู้จัดการกองทุนฯ ฝ่ายการเงิน, นางสาวภิม นครศรี หัวหน้างานส่วนกองทุนกีฬา รักษาการรองผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฝ่ายบริหาร, นางพจมาลย์ จิตปัทมา ผู้อำนวยการกองการเงินกองทุน, ดร.ทศพร เฟื่องรอด ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริหารสารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัล ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และผู้บริหาร ตัวแทนสมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า “แห่งประเทศไทย” ทั้งคนปกติและคนพิการ เข้าร่วมสัมมนา

ภายในการสัมมนา มีการบรรยายและถ่ายทอดองค์ความรู้ในประเด็นสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และแนวทางการขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ประกอบด้วย หัวข้อ “แนวทางการดำเนินงานของกองทุนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ตามมติคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ” โดยนายทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ, “แนวทางการจัดทำงบประมาณกองทุนฯ ตามนโยบายรัฐบาลปี 2570” โดยนายสมหมาย ลักขณานุรักษ์ ที่ปรึกษาด้านงบประมาณและคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, “หลักเกณฑ์การจัดกลุ่มชนิดกีฬาที่มีศักยภาพ และแนวทางจัดสรรงบประมาณอย่างมียุทธศาสตร์” โดยนายชนาสิน สิมะดำรงค์ รองผู้จัดการกองทุนฯ ฝ่ายการเงิน และ “กระบวนการ แนวทางการปรับปรุงคำขอและการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ” โดย ดร.ทศพร เฟื่องรอด ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริหารสารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัล ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

นอกจากนี้ ยังเปิดเวทีให้ผู้แทนสมาคมกีฬาได้ซักถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับคำชี้แจงจากผู้บริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติโดยตรง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเตรียมความพร้อมในการจัดทำคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570

นายทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เปิดเผยว่า ครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของการพัฒนากีฬาของชาติ เพราะมีหลายประเด็นที่ทุกท่านจำเป็นต้องรับทราบและนำไปปฏิบัติ ตลอดช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เราได้พบกันหลายครั้งเพื่อชี้แจงข้อมูลและสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการจัดสรรงบประมาณ โดยจุดเริ่มต้นคือการหารือเรื่องหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการทั้งหมดในวันนี้เกิดขึ้นจากปัญหาที่ทุกฝ่ายรับทราบร่วมกัน นั่นคือความไม่เป็นธรรมและความไม่ทั่วถึงในการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งเป็นข้อกังวลของสมาคมกีฬามาอย่างต่อเนื่อง บางสมาคมกีฬา ได้รับการสนับสนุนไม่ต่อเนื่อง ขณะที่บางสมาคมกีฬา ไม่ได้รับการสนับสนุนเป็นเวลาหลายปี ส่งผลให้เกิดข้อร้องเรียน รวมถึงการดำเนินการทางกฎหมายในช่วงที่ผ่านมา

“ผมต้องขอขอบคุณท่านวิจิตร สิทธินาวิน นายกสมาคมกีฬาไตรกีฬาแห่งประเทศไทย ที่กล้าหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาสะท้อนอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายกลับมาทบทวน แก้ไข และร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง”

ขณะนี้ คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ได้รับทราบปัญหาและกำลังเร่งดำเนินการแก้ไข โดยนโยบายของท่านทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยทุกสมาคมจะต้องได้รับการสนับสนุนงบประมาณ โดยพิจารณาตามศักยภาพของแต่ละสมาคม

ด้วยเหตุนี้ จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์การจัดกลุ่มศักยภาพขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง การรับฟังความคิดเห็นจากสมาคมกีฬา และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารกองทุนเรียบร้อยแล้ว

ขณะนี้ สมาคมกีฬา 95 สมาคม ได้ยื่นคำขอรับการสนับสนุนมายังกองทุนฯ แล้ว และหลังการประเมินศักยภาพ แต่ละสมาคมจะได้รับกรอบวงเงิน เพื่อนำไปปรับปรุงคำขอให้สอดคล้องกับกรอบงบประมาณที่ได้รับ

“เป้าหมายสำคัญของกองทุน ไม่ใช่เพียงการจัดสรรงบประมาณ แต่คือการผลักดันให้ทุกสมาคมพัฒนาศักยภาพของตนเอง ก้าวจากกลุ่มกำลังพัฒนาไปสู่กลุ่มศักยภาพปานกลาง และก้าวสู่กลุ่มศักยภาพสูงในอนาคต”