รัฐบาลเดินหน้าดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มิ.ย. 69 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 50.2 เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน
สะท้อนว่ากำลังซื้อเริ่มฟื้นจากมาตรการของรัฐบาล แต่สถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง รัฐบาลจึงต้องทำงานควบคู่กันทั้งด้านการเติมรายได้ การลดภาระค่าใช้จ่าย และการดูแลราคาพลังงานไม่ให้กระทบชีวิตประจำวัน
วันที่ 8 ส.ค. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า กระทรวงพลังงานยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแลราคาก๊าซหุงต้ม หรือ แอลพีจี ไม่ให้ปรับขึ้นตามราคาตลาดโลก โดยเพิ่มการชดเชยจาก 7.2209 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาขายปลีกยังอยู่ที่ถังละ 423 บาท ขนาด 15 กิโลกรัม
โดยการตรึงราคาแอลพีจี เป็นมาตรการที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง เพราะก๊าซหุงต้มเป็นต้นทุนของครัวเรือน ร้านอาหาร และผู้ค้ารายย่อย หากปล่อยให้ราคาพลังงานขยับขึ้น จะส่งต่อไปยังราคาอาหาร สินค้า และบริการทันที
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตระหนักว่าการดูแลราคาพลังงานมีต้นทุน โดยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 ส.ค. 69 ติดลบ 71,826.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนประมาณ 2,044 ล้านบาท จึงต้องบริหารอย่างระมัดระวัง
น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเพียงด้านเดียว แต่ใช้มาตรการเป็นชุด โดยโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 1 แสนล้านบาท ลดภาระค่าครองชีพ และกระจายเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากประเทศ
จุดสำคัญของไทยช่วยไทย พลัส คือเงินไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะกรุงเทพฯ เพราะสัดส่วนการใช้จ่ายในกรุงเทพฯ อยู่เพียง 15-16% สะท้อนว่าเงินไหลถึงต่างจังหวัด ร้านค้ารายย่อย และชุมชนจริง



