เคยสังเกตไหมว่า คำโฆษณาบนบรรจุภัณฑ์อย่าง ‘เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ ‘ออร์แกนิก 100%’ ‘ความเป็นกลางทางคาร์บอน’ หรือ ‘ยั่งยืน’ กลายเป็นข้อความที่พบเห็นได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้บางครั้งยากที่จะแยกว่าสินค้าชิ้นไหนมีข้อมูลรองรับจริง และสินค้าไหนใช้คำเหล่านี้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อม
ข้อมูลจากสถาบัน UL Solutions ซึ่งเดิมคือ TerraChoice ระบุว่า อันที่จริง มีสินค้าในตลาดที่เข้าข่ายการฟอกเขียว (Greenwashing) และอ้างว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงถึง 98% ผู้บริโภคจึงต้องระมัดระวังให้มากขึ้น เพราะการเลือกซื้อสินค้าโดยเชื่อจากข้อความบนฉลากเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะบอกว่าสินค้านั้นส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมจริง
คำโฆษณาที่ต้องระวัง
คำว่า ‘เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ ‘กรีน’ หรือ ‘ธรรมชาติ 100%’ ที่เห็นบนบรรจุภัณฑ์ อาจยังบอกไม่ได้ว่าสินค้าดีต่อสิ่งแวดล้อมในด้านใด เพราะไม่ได้ระบุทั้งขอบเขตและข้อมูลที่ใช้ยืนยัน ขณะที่แนวทางของคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal Trade Commission) กำหนดให้การกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมต้องมีข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ
คำว่า ‘รีไซเคิลได้’ ก็เช่นกัน การระบุข้อความนี้ไม่ได้หมายความว่าบรรจุภัณฑ์ทุกส่วนจะนำไปรีไซเคิลได้ หรือสามารถทำได้ในทุกพื้นที่ ตามแนวทางของคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา หากพื้นที่จำหน่ายสินค้ามีระบบรีไซเคิลที่เข้าถึงผู้บริโภคไม่ถึง 60% ผู้ผลิตควรระบุข้อจำกัดไว้ให้ชัดเจน ผู้ซื้อจึงควรดูต่อว่าคำว่ารีไซเคิลได้หมายถึงส่วนใดของสินค้า เช่น กล่องกระดาษอาจรีไซเคิลได้ ขณะที่ฝาพลาสติกหรือฟิล์มลามิเนตด้านในอาจทำไม่ได้
เช่นเดียวกับคำว่า ‘ความเป็นกลางทางคาร์บอน’ หรือคาร์บอน นิวทรัล (Carbon Neutral) และ ‘เน็ต ซีโร่’ (Net Zero) ซึ่งต้องดูว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตจริงหรือมาจากการซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อย หากจะใช้คำกล่าวอ้างดังกล่าว ควรมีข้อมูลการประเมินตลอดวัฏจักรชีวิตของสินค้า วิธีคำนวณที่ตรวจสอบได้ และมาตรการป้องกันการนับซ้ำ
เช็กตราก่อนเชื่อ
หากบนสินค้าไม่ได้มีเพียงคำโฆษณา แต่มีตรารับรองติดอยู่ด้วย ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบต่อได้ว่าตรานั้นออกโดยหน่วยงานใด และมีระบบรับรองแบบไหน เพราะตรารับรองจากองค์กรอิสระจะมีเกณฑ์ประเมินและข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
มาตรฐานฉลากสิ่งแวดล้อมขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO) แบ่งฉลากออกเป็น 3 ประเภท โดยประเภทที่ 1 ผ่านการประเมินจากองค์กรอิสระ ประเภทที่ 2 เป็นการกล่าวอ้างโดยผู้ผลิตเอง และประเภทที่ 3 แสดงข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในรูปตัวเลขจากการประเมินวัฏจักรชีวิต
สำหรับประเทศไทยมี ‘ฉลากเขียว’ ซึ่งดูแลโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ เป็นฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 1 ตามมาตรฐาน ISO 14024 และมีเลขที่สัญญาขึ้นทะเบียนให้ตรวจสอบข้อมูลได้ ส่วน ‘ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์’ อยู่ภายใต้การดูแลขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยแสดงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของสินค้าเป็นตัวเลขต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ ทำให้สามารถนำไปเปรียบเทียบกับสินค้าประเภทเดียวกันได้
สำหรับสินค้านำเข้าหรือสินค้าที่ใช้มาตรฐานสากล อาจพบตราเอฟเอสซี (FSC) สำหรับไม้ กระดาษ และบรรจุภัณฑ์ รวมถึงตราออร์แกนิกของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA Organic) ออร์แกนิกของสหภาพยุโรป (EU Organic) และแฟร์เทรด (Fairtrade) ซึ่งแต่ละตรามีเกณฑ์รับรองและรหัสสำหรับตรวจสอบสถานะของสินค้า
เช็ก 3 จุดก่อนซื้อ
1. ดูหลักฐาน มองหาคิวอาร์โค้ด (QR Code) รหัสใบรับรอง หรือข้อมูลที่นำไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลทางการได้ เช่น รหัสเอฟเอสซี ฐานข้อมูลออร์แกนิกของสหรัฐฯ ระบบของแฟร์เทรด รวมถึงข้อมูลฉลากเขียวและฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หากมีคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อม แต่ไม่มีข้อมูลหรือรหัสให้ตรวจสอบ ก็ควรพิจารณาให้รอบคอบ
2. ดูว่ากรีนตรงไหน เพราะข้อความอย่าง “ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล 100%” อาจหมายถึงเฉพาะกล่องด้านนอก ไม่ได้หมายความว่าส่วนประกอบทั้งหมดของสินค้าทำจากวัสดุรีไซเคิล จึงควรอ่านรายละเอียดกำกับบนฉลากว่าอ้างถึงส่วนใด และใช้วัสดุในสัดส่วนเท่าไร
3. ดูผลกระทบให้ครบ สินค้าที่มีจุดขายด้านสิ่งแวดล้อมอาจยังมีผลกระทบจากส่วนอื่นของกระบวนการผลิต เช่น หลอดกระดาษที่ย่อยสลายได้ แต่แยกบรรจุในซองพลาสติกทุกหลอด หรือสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ต้องขนส่งทางอากาศเป็นระยะทางไกลจนเกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งในระดับสูง
ดังนั้น ก่อนเชื่อคำว่า ‘เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ บนบรรจุภัณฑ์ ให้ดูว่ามีหลักฐานรองรับหรือไม่ คำกล่าวอ้างนั้นครอบคลุมส่วนไหนของสินค้า และเมื่อมองตลอดกระบวนการแล้วมีผลกระทบอะไรตามมา การตรวจสอบเพียงไม่กี่จุดก่อนจ่ายเงินจึงช่วยให้ผู้บริโภคแยกคำโฆษณาออกจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และเลือกสินค้าได้ตรงกับสิ่งที่ต้องการมากขึ้น



