กลายเป็นประเด็นดราม่าร้อนแรงขึ้นมาอีกระดับ เมื่อหนุ่ม “ร็อคกี้-สุรบดินทร์ สมบัติเจริญ” ได้ควง “คุณแม่เจี๊ยบ” และน้องสาวคนเล็ก “ดิ๊งค์ กมลชนก” มาร่วมงานประกาศรางวัลนาคราชครั้งที่ 8 ปี 2569 พร้อมเปิดใจถึงกรณีโพสต์ภาพหมายศาลปึกใหญ่ ที่ทำเอาเจ้าตัวถึงขั้นมึนตึ้บ งงหนักมาก

ร็อคกี้ ยอมรับว่า “เรื่องหมายศาลก็เป็นหมายศาลจากคนที่คุณก็รู้ว่าเป็นใคร แต่ถามว่าพอได้หมายมาแล้วต้องยังไงต่อ อันนี้พูดตรงๆ เลยเหมือนกันว่าหมายศาลเพิ่งมาถึงไม่นานนี้เลย ผมก็เพิ่งเจอแล้วเราก็เพิ่งเห็นเหมือนกัน แล้วมาตอนช่วง 8.8 เป็นช่วงทำงาน ก็เลยยังไม่ได้เห็น และยังไม่แน่ใจว่าจะต้องเป็นอะไรยังไงต่อ รู้แค่ว่าในรายละเอียดฟ้องมา ผมเป็นจำเลยที่หนึ่ง คุณแม่เป็นจำเลยที่สอง และเป็นในเรื่องของหมิ่นประมาท ก็อย่างที่บอกยังไม่ได้เห็นรายละเอียดอะไรมาก แต่แค่งงๆ นิดนึงเหมือนกัน เอ๊ะมันต้องเป็นเราไม่ใช่เหรอ ในความรู้สึกนะครับ ก็งงว่าทำไมมันเป็นแบบนี้ ก็อย่างที่บอกยังไม่เห็นในรายละเอียดของหมายศาล

ความรู้สึกแรก จริงๆ ตอนแรกเลยคืองงมาก เพราะเอาตรงๆ เลยพวกผมตั้งแต่เคยมีเรื่องราวเรื่องนี้ขึ้นมา ก็ออกมาพูดแค่ครั้งเดียว ไม่เคยออกมาพูดอะไรเยอะแยะ แล้วมันจบไปเรียบร้อยแล้วด้วย เราก็เลยแปลกใจว่าเรื่องนี้มันยังไม่จบอีกเหรอในความรู้สึกของเรา ก็เลยไม่รู้ว่าในรายละเอียดมันเป็นอะไรยังไงกันบ้าง (แล้วในหมายไดอาน่าเป็นโจทก์แล้วใครเป็นจำเลยบ้าง?) ผมเป็นจำเลยที่หนึ่ง คุณแม่เป็นจำเลยที่สอง ถามว่าเขาฟ้องอะไรเราบ้าง หลักๆ เลยก็จะเป็นเรื่องของหมิ่นประมาท แต่อย่างที่บอกอีกว่าถ้าในรายละเอียดของหมายก็ยังไม่ได้ดูจริงๆ ส่วนหมิ่นประมาทในเรื่องอะไรแล้วเราไปหมิ่นประมาทอะไรเขา เอาตรงๆ ก็ยังไม่ทราบเลย พอดีเราต้องทำงานหาตังค์ เพราะหมายศาลก็มาเป็นปึกใหญ่อยู่ ก็ยังไม่ได้อ่านครับ

ก็คาดว่าน่าจะเป็นการพาดพิงถึงเขา น่าจะอะไรอย่างนั้น เอาตรงๆ ตั้งแต่เกิดเรื่องมาผมพยายามไม่พูดถึงบุคคลที่สามเพราะมันเป็นเรื่องของครอบครัวเรา เพราะผมก็พูดในมุมความเป็นครอบครัวซะมากกว่า ผมก็เลยงง เอ๊ะ ขนาดเราไม่ได้พูดถึงใคร และพยายามหลีกเลี่ยงบุคคลที่สามแล้ว แล้วทำไมยังมีเรื่องอะไรแบบนี้อีก เราก็เลยคิดว่าหรือเขาอาจจะนิยมชมชอบอะไรเราหรือเปล่า ถึงยังตามเรามาอีก (หัวเราะ) แล้วด้านคุณพ่อสุรชัยล่ะ ก็ไม่ได้ติดต่อกันมาตั้งแต่นั้นแหละครับ จนถึงตอนนี้เลยเหมือนกัน ทุกคนเห็นยังไงผมเห็นอย่างนั้น แต่ก็อย่างที่บอกผมก็ไม่เห็นด้วยซ้ำไป เพราะผมจบไปแล้ว บางคนมาถามผมหลังจากเหตุการณ์ที่พวกเราออกมาพูดกันทีเดียว ผมก็ยังไม่เคยตอบอะไรกลับ เพราะเหตุผลว่า ผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามันมีข้อความอะไรกลับมา เพราะผมตัดแล้วจบแล้ว (แม่เจี๊ยบ: ส่วนแม่ก็รู้สึกว่าตั้งแต่ที่วันนั้นแม่พูด คือก็จบแล้ว แต่ก็ยังไม่จบก็ไม่รู้เหมือนกัน)

ถามว่าเราพอจะเดาหรือพิจารณาได้ไหมว่าคุณพ่อสุรชัยทราบเรื่องและเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือยังไงกับเรื่องนี้ ตอบไม่ได้เหมือนกัน เดาไม่ได้จริงๆ ครับ ทางโน้นพูดตรงๆ ก็เคยเป็นพ่อเราด้วยเหมือนกัน ผมก็เลยไม่รู้ว่าอะไรยังไง แล้วก็ไม่รู้ด้วยเหมือนกันว่าในรายละเอียดของหมายศาล detail มันคือช่วงไหน รู้แค่ว่ามันหนามาก แต่ว่าในช่วง 8.8 ก็ทำงานก่อนแล้วกันพวกเรา เสร็จแล้วเดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที ส่วนมันมีระยะเวลาไหม ก็เรียบร้อยแล้วครับ เรารู้แค่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันจะประมาณช่วงเดือนหน้า เราก็เลยโอเคยังทำงานทัน สังเกตว่าจะเสียงแหบนิดนึง (หัวเราะ) ไลฟ์สดทั้งวัน

สำหรับแผนสำรองกับเรื่องนี้ คือมันยังไม่มีแม้กระทั่งแผนที่ 1 กังวลไหมกับสิ่งที่จะเจอ ถ้าถามผม ผมก็ไม่ได้กังวลอะไร มันยังไม่เห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้นเพราะพูดตรงๆ แต่ถ้าถามว่า เรากลัวหรือกังวลใจไหมถ้าเขาฟ้องเรียกค่าเสียหายขึ้นมา ก็ไม่รู้เลยครับ ไม่ทราบเลยด้วยเหมือนกัน เพราะว่าเราไม่รู้ว่ามีคดีอะไรที่อยู่ในนั้นบ้าง detail มันเป็นยังไงบ้าง ตัวเราเองยังงงเลย จริงๆ มันต้องเป็นเราไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ ถ้ามีโอกาสอยากเจรจาไหม ผมไม่มีอะไรที่ต้องเจรจา และไม่มีอะไรที่จะต้องคุยแล้ว มันจบไปแล้ว พวกเราทุกคนจบไปแล้ว พวกเราเดินหน้าแล้วก็ใช้ชีวิตกันต่อไปแล้ว
ส่วนอยากบอกอะไรถึงคู่กรณีไหม (ดิ๊งค์: ต้องบอกว่า จริงๆ ไม่มีอะไรจะพูดค่ะ ก็อย่างที่พี่กี้พูดมันช่วงเวลา 8.8 ทั้งพี่ทั้งน้อง ก็หลังจากนี้ค่อยว่ากันอีกทีนึง) เรื่องมันเลยเถิดมาถึงการฟ้องร้อง (แม่: ก็หลังจากหย่ากันเมื่อสองปีที่แล้วก็ทำงานกันช่วยลูกๆ ทำงาน) เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่มากกว่าการขายของ ผมมองว่าเรื่องนี้มันไม่ได้เรื่องใหญ่ มากกว่าการที่เราต้องดูแลคนข้างๆ เราวันนี้มากกว่า”




