เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมวางแผนกำกับดูแลเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงผลกระทบจากการใช้สื่อเทคโนโลยีและ AI ที่มีต่อการเรียนการสอน โดยมีผู้เชี่ยวชาญ นักจิตวิทยา นักวิชาการ และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อกำหนดแนวทางและกรอบนโยบายที่เหมาะสมสำหรับการใช้เทคโนโลยีในสถานศึกษา ซึ่งศธ.ไม่ได้มองว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งผิดหรือเป็นผู้ร้าย แต่ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อเด็กและเยาวชน ดังนั้นสิ่งที่ต้องดำเนินการคือการวางระบบกำกับดูแลให้เหมาะสมกับบริบทและช่วงวัย รวมถึงต้องประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นควบคู่กันไป

“เราไม่ได้โทษเทคโนโลยี แต่เทคโนโลยีเป็นหนึ่งในปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อเด็ก สิ่งที่กระทรวงต้องทำคือวางกรอบให้เหมาะสม ทั้งเรื่องสุขภาวะทางจิตและการกำกับดูแลการใช้สื่อและ AI ตามช่วงวัย
ซึ่งมีแนวทางสำคัญที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างน้อย 2 ประเด็น ได้แก่ การสร้างระบบดูแลสุขภาวะทางจิต เพื่อประเมินและติดตามผลกระทบที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีและสื่อออนไลน์ รวมถึง การกำกับดูแลการใช้สื่อและ AI ให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษาตอนต้น ประถมศึกษาตอนปลาย มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีวศึกษา ไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย โดยแต่ละช่วงวัยอาจจำเป็นต้องมีแนวทางในการเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า ทั้งนี้ศธ.อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางของต่างประเทศ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณานโยบายการใช้เอไอในสถานศึกษา โดยแต่ละประเทศมีมาตรการที่แตกต่างกัน บางประเทศกำหนดให้เรื่องดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน บางประเทศใช้วิธีกำกับแพลตฟอร์มและจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาบางประเภท ขณะที่บางประเทศมีมาตรการจำกัดการใช้อุปกรณ์สื่อสารในโรงเรียนอย่างเข้มงวด เช่น การเลือกให้เด็กใช้โทรศัพท์ที่สามารถโทรเข้า–โทรออกได้เท่านั้น เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถติดต่อกับบุตรหลานได้ โดยไม่เปิดให้เข้าถึงบริการหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ อย่างเสรี ซึ่งขณะนี้ตนกำลังศึกษาหลายแนวทางและยังอยู่ระหว่างการหาข้อสรุป

นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ตนจะนำข้อคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ นักจิตวิทยา นักวิชาการ และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง มาประกอบการจัดทำแนวทาง ก่อนกำหนดเป็นมาตรการหรือนโยบายที่ชัดเจนต่อไป โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้เทคโนโลยีและ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ ขณะเดียวกันต้องมีระบบป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนอย่างเหมาะสม