ในปี 2573 เลขาธิการ UN กล่าวไว้ว่า “เราผ่านยุคโลกร้อนไปแล้ว ขอต้อนรับยุคโลกเดือด” แถมย้ำด้วยว่า “มวลมนุษยชาติได้แง้มประตูสู่ขุมนรกอเวจีแล้ว”
3 ปีผ่านไป เราเจอ El Niño ที่ร้อน และแล้งที่สุด จนนักวิทยาศาสตร์เรียกภาวะเดือดจัดนี้ว่า “Super El Niño”
เราตามข่าวยุโรป “ปรอทแตก” มาสองเดือนแล้ว และตอนนี้ไฟป่ากำลังเผาผลาญสร้างหายนะ ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

ยุโรปใต้กลายเป็นเตาอบ เมืองทางตอนใต้ของสเปนและกรีซ ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดถึง 48.5°C ร้อนจนยางถนนละลาย รางรถไฟโก่งงอ ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า คลื่นความร้อนระลอกล่าสุด คร่าชีวิตผู้คนในยุโรปไปแล้วมาก กว่า 45,000 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ คนยากจน และแรงงานกลางแจ้ง
ป่าไม้กลายเป็นทะเลเพลิง ไฟป่าในกรีซ โปรตุเกส ลามไปยังประเทศ ใกล้เคียง เผาทำลายผืนป่าไปแล้วกว่า 1.2 ล้านไร่ คิดเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ กว่ากรุงเทพมหานครถึง 3 เท่า! ฝุ่นควันพิษ PM2.5 พุ่งสูงเกินค่ามาตรฐานไปถึง 15 เท่า
ทะเลเดือดเหมือนกระทะทองแดง อุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ และแปซิฟิก พุ่งสูงขึ้น 3.0°C สูงสุดในรอบ 170 ปี น้ำทะเลที่ร้อนจัดทำให้ ปะการังฟอกขาวไปแล้วกว่า 60% ทรุดโทรมและทยอยตายลง สัตว์ทะเลอพยพย้ายถิ่นผิดปกติ เกิดภาวะ “สาหร่ายพิษบานสะพรั่ง Toxic Algae Bloom” จนสัตว์ทะเลเกยตื้นตายเป็นเบือ
พายุหมุนพลังทำลายล้างสูง น้ำทะเลที่ร้อนจัดคือเชื้อเพลิงชั้นดีของพายุหมุน ส่งผลให้พายุไต้ฝุ่นและเฮอริเคนมีความรุนแรงยกระดับเป็น Category 5 เร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่า สร้างความเสียหายต่อเมืองท่าชายฝั่งนับแสนล้านดอลลาร์

ครึ่งปีแรกเป็นเพียง “การแง้มประตูเข้าสู่ขุมนรกอเวจี” แล้วครึ่งปีหลังเราจะเจออะไร
สหประชาชาติ ร่วมกับองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ได้ออกแถลงการณ์เตือนภัยขั้นสูงสุดสำหรับครึ่งหลังของปีนี้ “The Climate Crisis is in Overdrive วิกฤติภูมิอากาศเกินต้าน” UN เตือนว่า Super El Niño กำลังเคลื่อนตัวถล่มภูมิภาคเอเชีย และลาตินอเมริกา อย่างเต็มรูปแบบ
เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเจอ “ฝนทิ้งช่วงแล้งรุนแรง” สลับกับ “พายุฝนกระหน่ำฉับพลัน” มีความเสี่ยงกับการทำการเกษตร เมืองชายทะเลเสี่ยงกับพายุกระหน่ำต่อเนื่อง อาจจะเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่
ลาตินอเมริกา อเมริกากลาง และบราซิล จะเจอ “ภัยแล้งสุดขั้ว” ลุ่มน้ำแอมะซอนจะสูญเสียสมดุลระบบนิเวศระดับวิกฤติที่สุดในประวัติศาสตร์ การขาดน้ำกระทบการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ และการขนส่งสินค้าทางเรือ

ตะวันออกกลาง จะเจออุณหภูมิในทะเลทราย เดือดจัดแตะ 52°C จนอยู่กลางแจ้งตอนกลางวันไม่ไหว ต้องอยู่แต่ในห้องแอร์ จะมีพายุฝุ่นรุนแรง และพายุฝนตกหนักผิดฤดูอย่างที่ไม่เคยเจอ น้ำจะท่วมในทะเลทรายโดยเฉพาะตัวเมืองสร้างใหม่
แล้ว “คนไทย” จะเจออะไร และจะมาเมื่อไร
ฤดูฝนนี้ เราจะเจอ “มรสุมรุนแรงและแปรปรวน” Rain Bomb ฝนจะตกกระจุก ไม่กระจาย เกิดภัยพิบัติทั้งลมพายุ น้ำหลาก ดินถล่มเมืองใหญ่หลายเมืองจะเจอน้ำท่วมใหญ่ฉับพลันแบบไม่ทันตั้งตัว ตรงกันข้ามเขื่อนหลักจะเก็บน้ำได้น้อยลง
ช่วงฤดูหนาวนี้ เราจะเจอ “ภัยแล้งยาวนาน และคลื่นความร้อนแห้งในฤดูหนาว” Super El Niño จะสร้าง “ภัยแล้งที่ยาวนานที่สุดในรอบหลายปี” ปริมาณน้ำสำรองในเขื่อนจะลดลงอย่างน่าใจหาย การทำเกษตรกรรมต้องระวังขาดน้ำ อากาศที่ร้อนแห้งจะทำให้เกิดไฟป่ารวดเร็วขยายวงกว้าง จะมีภาวะอากาศปิดฝุ่น PM 2.5 จะหนาแน่นจนหายใจไม่ออก

ในช่วงฤดูร้อนปีหน้า อุณหภูมิ มีสิทธิพุ่งสูงทะลุ 45°C ปีนี้ที่บ่นกันว่าร้อนระอุจนไม่สบาย ปีหน้าจะเดือดจนทนไม่ไหว
คาดว่าจะเกิดวิกฤติค่าครองชีพ ของทุกอย่างขึ้นราคา ผลผลิตทางการเกษตรจะลดลงและขาดตลาด ส่งผลให้ราคาอาหารแพงขึ้น ค่าไฟฟ้าพุ่งกระฉูดจากการเปิดเครื่องปรับอากาศสู้กับความร้อนสุดขั้ว และค่ารักษาพยาบาลจะตามมา
รู้แบบนี้แล้ว เราคงต้อง เตรียมออมเงินให้พอ กับค่าครองชีพที่จะเพิ่มขึ้น เตรียมร่างกาย และที่พัก ให้พร้อมรับมือการแปรปรวนของอากาศสุดขั้ว เพื่อน ๆ เกษตรกรต้องเตรียมความพร้อมเรื่องน้ำ เพราะจะมีทั้งน้ำหลากสลับแล้ง ยามแล้งจะแย่งน้ำกัน ต้องวาง แผนการเพาะปลูกให้ดี ทีมกู้ภัยต้องเตรียมแผน อุปกรณ์ และอาสาสมัคร ไว้ให้พร้อม
ขุมนรกอเวจี ที่เลขา UN เตือน คงไม่ใช่เพียงแค่ความร้อน แต่รวมถึงความปั่นป่วนทาง เศรษฐกิจ ความเดือดร้อนของผู้คนใน สังคม และภัยพิบัติโหมกระหน่ำจากภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อม นี่คือความสำคัญที่เราต้องช่วยกันเรื่องความยั่งยืน.



