เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ มีการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติขับเคลื่อน พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 โดยมี น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติขับเคลื่อน พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 พร้อมทั้งกล่าวว่า รัฐบาลสนับสนุนให้มีการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และรัฐบาลจะผลักดันให้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม เป็นพลังของชาติ ตามนโยบาย “Culture for Opportunity” วัฒนธรรมสร้างโอกาส ทั้งโอกาสในการสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่ง วธ. มุ่งเปลี่ยนผ่านจากการทำงานแบบหน่วยงานเดี่ยว ไปสู่การบูรณาการร่วมมือกับเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ให้สอดคล้องกับกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นกระบวนการสำคัญที่จะนำไปสู่การเลือกผู้แทน เพื่อจัดตั้งสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย โดยสภาคุ้มครองฯ มีบทบาทเป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือระดับนโยบายระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์กับภาครัฐ ทั้งนี้ได้มอบหมายศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หรือ ศมส. เปิดรับขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศถึงวันที่ 27 ส.ค. 2569

ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผอ.ศมส. กล่าวว่า การจัดงานดังกล่าว มุ่งเตรียมความพร้อมให้เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ สามารถดำเนินการขึ้นทะเบียนเพื่อเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองฯ และมีส่วนร่วมในกลไกต่างๆ ที่ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ กำหนด พร้อมทั้งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิเคราะห์สถานการณ์ และร่วมกันยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายการขับเคลื่อนงานภายใต้ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ ในระยะต่อไป

ด้านนายเกรียงไกร ชีช่วง ประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลใน 5 ประเด็นสำคัญต่อไปนี้ ขอให้รัฐบาลสนับสนุนการดำเนินการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ให้เป็นไปอย่างทั่วถึง โปร่งใส และเข้าถึงทุกชุมชนโดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล และกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดเล็ก เร่งจัดตั้งสมาชิกสภาคุ้มครองฯ ตามกรอบเวลาของกฎหมาย ให้เกิดกลไกการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม ขอให้บูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานของรัฐ โดยใช้ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ เป็นกรอบในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อขจัดอคติทางชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้น ขอให้ส่งเสริมศักยภาพการใช้ทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และทรัพยากรการจัดการตนเอง เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่ดี นำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี ขอให้รัฐบาลรักษาพื้นที่แห่งการรับฟังความคิดเห็น และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ให้การดำเนินการตาม พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐกับประชาชนอย่างแท้จริง

นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปว่า สำหรับการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นไปตามมาตรา 21 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการจัดตั้งสภาคุ้มครองฯ โดยกำหนดให้สมาชิกสภาฯ ต้องมาจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนกับ ศมส. คัดเลือกกันเองกลุ่มละไม่เกิน 5 คน รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 300 คน สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ประสงค์จะมีสมาชิกในสภาคุ้มครองฯ จะต้องจัดประชุมเพื่อตกลงมอบหมายผู้แทนมาดำเนินการขึ้นทะเบียนในนามกลุ่มก่อนเข้าสู่กระบวนการเลือกผู้แทนต่อไป