เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 ส.ค. ที่ห้องประชุมชลบุรี ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดชลบุรี จ.ชลบุรี นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออก ครั้งที่ 1/2569 เพื่อติดตามการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์และแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออก รวมถึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันท่วงที โดยมี นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒ์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคตะวันออก ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่ภาคตะวันออก ผู้อำนวยการสำนัก/กองส่วนกลาง ปภ. ร่วมประชุมฯ และประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

นายสุชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออก เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันนออก เนื่องจากเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) การเกษตรกรรมเพื่อการส่งออก รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สร้างรายได้หลักให้กับประเทศ การสร้างความมั่นคงด้านน้ำจึงเป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะน้ำอุปโภคบริโภค โดยการประชุมในวันนี้เป็นการหารือแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อกำหนดแนวทางการบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานและทุกระดับให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะ แผนบริหารจัดการน้ำ การระบายน้ำ การสำรองน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร การอพยพประชาชน และการให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้การเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้ง ตลอดจนการวางแผนแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า เพื่อให้การบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ขอเน้นย้ำให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ดำเนินการ ดังนี้ ด้านการบริหารจัดการ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานราชการส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการตามข้อสั่งการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง โดยให้ส่วนราชการในพื้นที่บริหารจัดการ วางแผน และจัดทำมาตรการเร่งด่วน ด้านการบริหารจัดการน้ำ ให้สำนักงานชลประทาน ควบคุม และกำกับการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ ในส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน

ด้านการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัย ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประสานหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ เอกชน อาสาสมัคร เตรียมพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งให้ครอบคลุมทุกมิติ รวมถึงจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้รองรับผู้ประสบภัยได้อย่างเพียงพอ สำหรับด้านการแพทย์และสาธารณสุข ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ให้เตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขให้เพียงพอรองรับผู้ป่วยฉุกเฉินในช่วงที่เกิดสถานการณ์ภัย โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก ด้านการเผชิญเหตุและให้ความช่วยเหลือ หากเกิดสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้งขึ้น พร้อมกำชับทุกหน่วยงานดำเนินการตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดและแผนเผชิญเหตุ ประสานหน่วยทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ตรวจตราและ อำนวยความสะดวกด้านการจราจรและดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน และหลังเกิดภัยให้เข้าสำรวจและฟื้นฟูบ้านเรือนประชาชน สถานที่ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

“ผมมีความห่วงใยประชาชนที่อยู่บริเวณนอกเขตชลประทาน ที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง โดยให้กรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในพื้นที่นอกเขตชลประทาน เตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำให้เพียงพอกับความต้องการใช้น้ำ รวมถึงจัดทำแหล่งน้ำต้นทุน ขุดลอกคลองกำจัดผักตบชวา เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงของการอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ที่ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนนอกเขตชลประทาน อีกทั้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด 8 จังหวัดภาคตะวันออก ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำรวจและจัดทำข้อมูลความต้องการใช้น้ำประปาระดับครัวเรือน คำนวณปริมาณน้ำต้นทุน แหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตประปา พร้อมประสานการประปาส่วนภูมิภาคดำเนินการจัดทำระบบการผลิตน้ำประปาให้ทั่วถึงทุกพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนมีน้ำสะอาดไว้ใช้สำหรับอุปโภคบริโภค ป้องกันไม่ให้เกิดการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ได้ นอกจากนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการสาธารณภัยในภาคตะวันออกครอบคลุมและทั่วถึงทุกพื้นที่ จึงมีมติที่ประชุมให้ตั้งคำสั่งคณะอนุกรรมการฯ ภายใต้คณะกรรมการฯ ชุดนี้ แบ่งเป็น 3 คณะอนุกรรมการฯ ประอกบไปด้วย คณะที่ 1 ประกอบด้วย จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว คณะที่ 2 ประกอบด้วย จังหวัดชลบุรี และฉะเชิงเทรา แลคณะที่ 3 ประกอบด้วย จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด” นายสุชาติ กล่าว

ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ปภ. ได้เตรียมมาตรการป้องกันและลดผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งไว้ล่วงหน้าทุกด้าน โดยได้วางระบบการทำงานตั้งแต่ก่อนเกิดภัยจนถึงการฟื้นฟู โดยจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย ตลอด 24 ชั่วโมง จัดตั้ง War Room บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานหลักด้านน้ำและเทคโนโลยี เพื่อคาดการณ์และแจ้งเตือนภัยผ่านช่องทางต่าง ๆ ให้ประชาชนทราบ โดยเฉพาะการแจ้งเตือนไปยังมือถือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยผ่านระบบ Cell Boardcast ปรับปรุงฐานข้อมูลศูนย์พักพิงชั่วคราว และจัดเตรียมสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้เพียงพอ นอกจากนี้ ปภ. ยังได้สั่งการให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต ที่ดูแลและรับผิดชอบในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 3 ปราจีนบุรี และเขต 17 จันทบุรี ให้เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลสาธารณภัย เพื่อสนับสนุนการรับมืออุทกภัย และภัยแล้ง อาทิ รถสูบส่งน้ำระยะไกล รถขุดเจาะบ่อน้ำตื้น รถบรรทุกน้ำ รถผลิตน้ำดื่ม เพื่อลดผลกระทบและบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยที่อาจเกิดขึ้น ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ปภ. ยังได้รวบรวข้อมูลพื้นที่เกิดภัยซ้ำ/พื้นที่เสี่ยงภัยในภาคตะวันออก ซึ่งมีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยระดับสูงมาก จำนวน 145 หมู่บ้าน ใน 6 จังหวัด ได้แก่ จ.จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด ปราจีนบุรี และระยอง และมีพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งระดับสูงมาก 7 หมู่บ้าน ในจังหวัดชลบุรี ซึ่งหน่วยงานจะได้นำมาวางแผนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่.