ในโครงสร้างอำนาจอันซับซ้อนของอิหร่าน ชื่อของพล.จ.โมห์เซน เรซาอี ไม่ได้เป็นเพียงอดีตนายทหารระดับสูง แต่เป็นบุคคลที่สั่งสมประสบการณ์ทั้งด้านการทหาร ความมั่นคง การบริหาร และการเมืองมาอย่างยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ
การที่อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แต่งตั้งพล.จ.เรซาอี ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการประจำสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด จึงสะท้อนถึงระดับความไว้วางใจของคาเมเนอี ที่มีต่อพล.จ.เรซาอี และความสำคัญของประสบการณ์ของพล.จ.เรซาอี ต่อศูนย์กลางอำนาจอิหร่าน
พล.จ.เรซาอีเกิดเมื่อปี 2497 ในจังหวัดคูเซสถาน เริ่มเข้าสู่เส้นทางการเมืองและการทหารตั้งแต่วัยรุ่น โดยเข้าร่วมขบวนการต่อต้านใต้ดินที่มีเป้าหมายโค่นล้มระบอบชาห์ ก่อนที่การปฏิวัติอิสลามในปี 2522 จะเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองอิหร่าน และเปิดทางให้เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในโครงสร้างความมั่นคงของประเทศ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2524 เมื่อพล.จ.เรซาอีได้รับการแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (ไออาร์จีซี) ขณะมีอายุเพียง 27 ปี และดำรงตำแหน่งดังกล่าวต่อเนื่องถึงปี 2540 รวม 16 ปี ซึ่งทำให้พล.จ.เรซาอีเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการซึ่งมีบทบาทสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของไออาร์จีซี โดยเฉพาะในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก ระหว่างปี 2523-2531
ในช่วงสงครามดังกล่าว พล.จ.เรซาอีมีบทบาทสำคัญในการบัญชาการรบ และมีส่วนในการพัฒนาไออาร์จีซี จากกองกำลังติดอาวุธขนาดเล็กให้กลายเป็นองค์กรทหารที่มีศักยภาพด้านยุทธการมากขึ้น ประสบการณ์จากสงครามยังกลายเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์ ซึ่งพล.จ.เรซาอีนำติดตัวมาสู่บทบาททางการเมืองในเวลาต่อมา
หลังพ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการไออาร์จีซี เมื่อปี 2540 พล.จ.เรซาอีไม่ได้หายไปจากศูนย์กลางอำนาจ แต่เปลี่ยนบทบาทเข้าสู่เวทีบริหารและการเมืองระดับสูง โดยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาวินิจฉัยความเหมาะสมแห่งรัฐเป็นเวลายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ก่อนเข้ารับตำแหน่งรองประธานาธิบดีฝ่ายกิจการเศรษฐกิจในรัฐบาลของประธานาธิบดีอิบราฮิม ไรซี ระหว่างปี 2564-2566

ขณะเดียวกัน พล.จ.เรซาอียังเคยลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอิหร่านหลายครั้ง สะท้อนถึงบทบาททางการเมืองที่ต่อเนื่อง
ประสบการณ์ที่ครอบคลุมทั้งด้านการทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ ทำให้พล.จ.เรซาอีมีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับความต้องการของอิหร่านในช่วงเวลาที่ความมั่นคงของประเทศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสนามรบ แต่เชื่อมโยงกับมาตรการคว่ำบาตร เศรษฐกิจ การทูต และสงครามรูปแบบผสมผสาน
ความสำคัญของตำแหน่งผู้แทนผู้นำสูงสุดในสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด จึงอยู่ที่การเป็นกลไกเชื่อมโยงระหว่างศูนย์กลางอำนาจกับกระบวนการกำหนดนโยบายด้านความมั่นคง โดยเฉพาะในช่วงที่อิหร่านเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การเลือกบุคคลที่มีประสบการณ์จากทั้งสงครามและการบริหารประเทศ ย่อมสะท้อนความต้องการให้การตัดสินใจด้านความมั่นคงมองเห็นภาพรวมมากกว่ามิติทางทหารเพียงอย่างเดียว
การกลับมามีบทบาทในระดับสูงของพล.จ.เรซาอีจึงอาจมองได้ว่าเป็นการนำ “มือเก๋า” ที่มีประสบการณ์ยาวนานกลับมาอยู่ใกล้ศูนย์กลางการตัดสินใจอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่อิหร่านต้องรับมือกับแรงกดดันทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการทูตพร้อมกัน
ในภาพใหญ่ พล.จ.เรซาอีจึงเป็นมากกว่าอดีตผู้บัญชาการไออาร์จีซี หากแต่เป็นบุคคลที่เชื่อมโยงโลกของกองทัพ ความมั่นคง การเมือง และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน การแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนผู้นำสูงสุดประจำสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด จึงเป็นสัญญาณถึงการให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของบุคลากรระดับเก๋าเกม ในห้วงเวลาที่อิหร่านกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน และต้องการกลไกด้านความมั่นคง ที่สามารถประสานผลประโยชน์ของประเทศในหลายมิติพร้อมกัน.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



