เหตุกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี นับเป็นครั้งแรกในไทยที่ผู้ก่อเหตุเป็นนร.ในโรงเรียน ความสูญเสียมหาศาล ยากจะหาสิ่งใดมาทดแทน วันนี้ทำให้หลายโรงเรียนมีระบบการตรวจตราอาวุธก่อนเข้าประตูโรงเรียน นัยหนึ่งคือการป้องกันแต่ไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืน ประเด็นเชิงสังคมที่เกิดขึ้นกับเด็กเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องใช้ทุกภาคส่วนมาร่วมด้วยช่วยกันไม่ให้เกิดซ้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีเสวนา ในหัวข้อ “เสริมเกราะ สร้างแกร่ง ความปลอดภัยในโรงเรียนขึ้น” ในวันที่ 10 ส.ค. 69 ณ เรือนจุฬานฤมิตร

นโยบายการศึกษาต้องให้ความสำคัญกับจิตวิทยา

 ศ.ดร.วิลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวเปิดสัมมนา ว่า จิตวิทยาเป็นศาสตร์ในการพัฒนาคน แม้ว่าสภาพจิตใจจะเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น แต่ไม่ได้แปลว่ามีความสำคัญน้อยกว่าสภาพร่างกายที่สามารถมองเห็นได้ นโยบายด้านการศึกษาวันนี้จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับทางด้านจิตวิทยา และควรมีวิชาสอนทางด้านที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น จิตวิทยาเบื้องต้น ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปัจจุบันโรงเรียนมีครูแนะแนวคอยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับวิชาชีพ แต่ควรส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจตนเอง เพราะไม่มีใครเข้าใจเราเท่าตัวเราเอง

ดังนั้นศาสตร์เหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่นโยบายการศึกษาควรผลักดันให้เกิดขึ้น หากมองย้อนกลับไปในวัยเยาว์ ตนเองก็เคยเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยถูกกลั่นแกล้งหรือบูลลี่มามากเช่นกัน แต่ในสมัยก่อนไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่มีการบันทึกคลิปวิดีโอเหมือนในปัจจุบัน กลายเป็นรอยเท้าดิจิทัล  ที่ติดตัวเด็กไปจนโต และกลายเป็นตราบาปเมื่อไปสมัครงานหรือทำสิ่งต่างๆ

ดังนั้น บริบทของจิตวิทยา การให้คำปรึกษา หรือการบูลลี่ในโรงเรียนต้องเปลี่ยนไป โดยต้องลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงและมองผลกระทบโดยรอบ พร้อมสร้างระบบนิเวศทางจิตวิทยา ภายในสถาบันการศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย บางครั้งนักเรียนที่โดนกลั่นแกล้งสามารถรอดพ้นมาได้เนื่องจากเมื่อกลับไปบ้านแล้วยังมีที่พักพิงใจ จึงอยากให้มีพื้นที่ในโลกที่เป็นที่พักผ่อนจิตใจ ภายใต้หลักคิดที่ว่า “ถูกแกล้งจากที่อื่น แต่ได้รับความรักจากที่นี่” และควรมุ่งเน้นให้ทุกคนในโรงเรียนได้รับความปลอดภัยทางจิตใจ โดยการสร้างสถานศึกษาให้เป็น “H-A-V-E-N” ซึ่งหมายถึง Safe Haven (ที่พักพิงที่ปลอดภัย) ไม่ใช่ Heaven (สวรรค์)

ย้อนเหตุการณ์ในสหรัฐสะท้อน 3 ประเด็น

แนวการบริหารการจัดการด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาในประเทศไทยจะเป็นในแนวทางไหน รศ.ดร. ธีรภัทร กุโลภาส ประธานสาขาบริหารการศึกษา คณะคุรุศาสตร์ ได้กล่าวถึงเหตุกราดยิงในสหรัฐอเมริกา Columbine Shooting ในปี 1999 ขณะที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ดังนั้นเหตุการณ์ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จึงเป็นครั้งแรกของบ้านเรา เมื่อย้อนเหตุที่เกิดในสหรัฐฯ ได้สะท้อนปัญหาออกมา 3 ประเด็นหลัก 

เรื่องแรกคนมักเข้าใจว่าความปลอดภัยในโรงเรียนเป็นเพียงเรื่องของอุปกรณ์ทางกายภาพที่มองเห็นได้ เช่น การมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าสถานศึกษา หรือการให้คุณครูเข้ามาตรวจเช็คอาวุธนักเรียนเป็นระยะรวมถึงการติดตั้งกล้องวงจรปิด แต่ระบบเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียนมีมากกว่านั้น เพราะเกี่ยวข้องทั้งระบบกายภาพ กระบวนการ บุคลากร และความปลอดภัยในเชิงความสัมพันธ์ (Relational Safety) ซึ่งถือเป็นช่องว่าง ประการแรกในด้านความเข้าใจ

ประเด็นที่สองคือ ช่องว่างในเชิงข้อมูล จากบทเรียนในต่างประเทศพบว่าเมื่อย้อนกลับไปดูมักมีข้อมูลเพียงพอที่จะยับยั้งเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ แต่ปัญหาคือข้อมูลเหล่านั้นกระจัดกระจายอยู่ตามบุคคลต่างที่กัน โดยไม่มีกลไกที่จะรวบรวมนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์เพื่อยับยั้งเหตุการณ์ก่อนจะเกิดขึ้น และ

ประเด็นสุดท้ายคือ ข้อมูลหรือปัญหาของผู้เรียนส่งไปไม่ถึงคุณครู ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องความปลอดภัยในเชิงความสัมพันธ์ (Relational Safety) โรงเรียนที่ปลอดภัยคือโรงเรียนที่เด็กมีความรู้สึกว่าเมื่อมีปัญหาจะสามารถเดินไปหาใครสักคนที่ตนเองไว้ใจได้อย่างน้อย 1 คน ไม่ว่าจะเป็นครูหรือใครก็ตาม ซึ่งในต่างประเทศจะมีเกณฑ์การสำรวจและระเบียบปฏิบัติ (Protocol) ที่กำหนดให้เด็กอย่างน้อยต้องตอบได้ว่ามีบุคคลที่เขาสามารถพูดคุยด้วยได้จริงอย่างน้อย 1 คน

พ่อแม่ต้องช่วยกันสังเกตพฤติกรรมลูก

บทบาทของครอบครัวมีส่วนสำคัญมากที่จะช่วยพยุงซ่อมแซมสภาพจิตใจของเด็กเมื่อเกิดปัญหา คำแนะนำจาก  ผศ.ดร.พนิดา เสือวรรณศรี  ผู้อำนวยการหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา ให้หลักการสังเกตพฤติกรรมของลูกหลานว่า หลักสำคัญคือการสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น เด็กที่เคยร่าเริง เฮฮา ชอบพบปะเพื่อนฝูงเมื่อมีการนัดหมาย แต่ระยะหลังเริ่มไม่อยากออกจากบ้าน หรือเริ่มใช้เวลากับโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์มากขึ้น มีอาการนอนบ่อยหรือนอนเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตามพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามก็ต้องสังเกตเช่นกัน และไม่ได้หมายความว่าคนที่มีบุคลิกเก็บตัว (Introvert) หรือชอบอยู่คนเดียวจะมีความเสี่ยงเสมอไป แต่หากเด็กที่ปกติชอบอยู่คนเดียวเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนเป็นไม่อยากอยู่คนเดียวและต้องการให้มีคนอยู่ด้วยตลอดเวลา ก็อาจสะท้อนได้ว่าเขากำลังมีเรื่องบางอย่างในใจ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเด็กกำลังจะไปก่ออันตราย แต่อาจเป็นสัญญาณของความทุกข์ใจ ความเหงา ความเครียด หรือความไม่สบายใจที่เกิดขึ้น

หากคุณครูสังเกตเห็นศิษย์ที่เคยตั้งใจเรียนและมาตรงเวลาเริ่มมาสาย ก็ควรเข้าไปพูดคุยสอบถามด้วยความห่วงใย เพื่อเปิดโอกาสให้เล่าเรื่องราวให้ฟัง สิ่งสำคัญที่สุดในการพูดคุยคือการรับฟังโดยไม่ตำหนิหรือบังคับว่าเด็กต้องไปทำสิ่งต่างๆ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยคือการรับฟังให้มากกว่าการพูด ซึ่งการรับฟังและพยายามทำความเข้าใจนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญ”นักจิตวิทยาให้คำแนะนำ

อ.พณิตา ยังกล่าวว่า บางครั้งพ่อแม่คิดว่าตนเองเปิดกว้างและพร้อมรับฟังแล้ว แต่จากการพูดคุยกับพ่อแม่บางท่าน พบว่าอาจมีการแสดงพฤติกรรมโดยไม่รู้ตัว เช่น การพูดตำหนิพฤติกรรมของผู้อื่นในทีวีหรือเปรียบเทียบกับลูกบ้านอื่น แม้จะไม่ได้พูดว่ากล่าวลูกของตนเองโดยตรง แต่เด็กจะสังเกตพฤติกรรมเหล่านี้และเกิดความรู้สึกว่า หากตนเองทำสิ่งใดผิดพลาดก็จะไม่กล้าบอกพ่อแม่เพราะกลัวทำให้พ่อแม่ผิดหวัง

สถานศึกษาต้องสร้างบรรยากาศที่น่าไว้วางใจ

แม้การตรวจตราอาวุธ หรือการครูช่วยตรวจค้น ก่อนเข้าสถานศึกษาจะช่วยสร้างมั่นใจได้ ซึ่งในต่างประเทศออกเป็นกฏระเบียบ แต่มีคำถามว่าหากตรวจเจออาวุธ ขั้นตอนต่อไปจะทำอย่างไร หรือการใช้โซเชียลข่มขู่ หากมีการแจ้งแล้วครูต้องปฏิบัติอย่างไร

รศ.ดร.ธีรภัทร กุโลภาส ประธานสาขาวิชาบริหารการศึกษา  ระบุว่าหากมีการแจ้งเหตุแล้วทางโรงเรียนไม่มีการดำเนินการใดๆ หรือไม่มีข้อมูลสะท้อนกลับ แก่นักเรียน สิ่งที่ตามมาคือการสูญเสียความไว้วางใจ (Lost Trust) และทำให้นักเรียนไม่ต้องการแจ้งข้อมูลใดๆ อีกในอนาคต ทั้งที่ในความเป็นจริง ก่อนเกิดเหตุการณ์มักมีสัญญาณเตือนหรือข้อแนะนำ ปรากฏขึ้นเสมอ ดังนั้น โรงเรียนจึงต้องปรับบรรยากาศและสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะการสร้างระบุความสัมพันธ์ในโรงเรียนเพื่อให้เด็กมีพื้นที่ในการเปิดใจ และให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อลดปัญหาลง

นอกจากนี้ เมื่อคุณครูแจ้งปัญหาไปยังผู้บริหารแล้ว ผู้บริหารต้องไม่ละเลยหรือมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แน่นอนว่าภัยคุกคาม มีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน บางกรณีอาจเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบของเด็กที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการพูดคุยทำความเข้าใจ แต่หากเป็นภัยคุกคามที่รุนแรง ก็จำเป็นต้องมีกลไกประสานงานร่วมกับหน่วยงานภายนอก เช่น นักจิตวิทยา หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดังนั้น โรงเรียนจึงต้องสร้างขีดความสามารถ โดยการทำงานร่วมกันระหว่างครู นักจิตวิทยา และหน่วยงานภายนอกเพื่อสร้างความปลอดภัยที่แท้จริง

นักจิตวิทยาประจำโรงเรียนยากแต่ก็ควรมี

   ผศ.ดร.พนิดา ระบุว่า อยากให้ “มี” นักจิตวิทยาประจำโรงเรียนก่อน โดยเฉพาะในโรงเรียนของรัฐบาลซึ่งยังเป็นสิ่งที่ขาดแคลนอยู่ แม้ที่บ้านผู้ปกครองจะเข้าใจเด็ก แต่ด้วยภาระงานที่ต้องหาเลี้ยงชีพทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอ เช่นเดียวกับคุณครูที่มีภาระงานจำนวนมากและมีความเครียดเช่นกัน การมีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนจะช่วยแบ่งเบาภาระตรงนี้ได้ และนักจิตวิทยาจะเป็นกลุ่มคนที่เป็นกลาง ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น บทบาทของคุณครูที่อยากช่วยเหลือนักเรียนแต่ในขณะเดียวกันก็ต้องทำหน้าที่ประเมินผลและให้เกรด นักจิตวิทยาประจำโรงเรียนจึงเป็นผู้ที่เด็กสามารถเข้ามาพูดคุยได้ทุกเรื่องโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการประเมินผลการเรียน และสามารถทำหน้าที่ประสานงานระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครองได้เป็นอย่างดี

ระบบการศึกษาไทยต้องสร้างวิถีดูแลจิตใจเด็ก

ขณะที่ผศ. ดร. ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดี คณะจิตวิทยา ได้ร่วมพูดคุยในเวทีเสวนา จากประเทศญี่ปุ่นว่า จากการลงพื้นที่จริงทำให้รู้สึกว่าไม่ต้องการให้เหตุการณ์ความรุนแรงลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก ในเชิงนโยบายนั้นเห็นด้วยกับอธิการบดีที่ให้ความสำคัญกับคำว่า “ความไว้วางใจ” และ “ระบบนิเวศ” ปัญหาในปัจจุบันคือสังคมมักหันมาสนใจเรื่องสุขภาพจิตเฉพาะตอนที่เกิดปัญหาขึ้นแล้ว ซึ่งทำให้เราต้องคอยวิ่งตามแก้ปัญหาตลอดเวลา

 ดังนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการดูแลจิตใจเด็ก ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีปัญหา ส่งเสริมและป้องกันให้พวกเขามีความเข้มแข็งและได้รับปัจจัยเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอจนกว่าปัญหาจะเกิดแล้วค่อยส่งไปพบนักจิตวิทยา

เนื่องจากเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ผลกระทบต่อหนึ่งชีวิตมีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าจะประเมินได้ นอกจากนี้ จะต้องกำหนดนิยามของความปลอดภัยให้ชัดเจน ครอบคลุมทั้งทางร่างกาย จิตใจ และการสื่อสาร โรงเรียนอาจมีการติดป้ายรณรงค์ไม่ต้อนรับการกลั่นแกล้ง (Bullying) แต่ในเชิงพฤติกรรมจริง ๆ ยังขาดการสอนและระบุอย่างชัดเจนว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ วัฒนธรรมจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความรู้ด้านจิตวิทยาและการดูแลจิตใจ

“มีข้อเสนอให้บรรจุสิ่งเหล่านี้เป็นสมรรถนะของเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลและประถมศึกษา เพื่อให้เด็กรู้จักและเข้าใจตัวเอง รู้วิธีดูแลตนเอง วิธีการเป็นเพื่อนที่ดี และรู้ช่องทางการขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต”

ผศ.ดร. ณัฐสุดาให้คำแนะนำว่า สำหรับเครือข่ายภายในโรงเรียนควรแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เครือข่ายการส่งต่อ ซึ่งคุณครูทุกคนควรมีความรู้ร่วมกันในการส่งต่อเด็กที่มีปัญหา และเครือข่ายในการดูแลสภาพจิตใจของคุณครูผู้สอนเอง เนื่องจากครูในปัจจุบันมีภาระงานค่อนข้างหนัก ขณะเดียวกัน คณะจิตวิทยากำลังพยายามผลิตนักจิตวิทยาโรงเรียนขึ้นมา แม้ว่าในระหว่างที่ยังขาดแคลนงบประมาณและกำลังการผลิต ควรจะมีการเชื่อมโยงกับแหล่งทรัพยากรอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วในประเทศเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว และต้องระบุให้ชัดเจนว่าบุคคลใดในโรงเรียนที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก หากไม่มีผู้ใหญ่ เด็ก ๆ ด้วยกันเองจะสามารถดูแลกันได้หรือไม่ ซึ่งการดูแลจิตใจเชิงป้องกันจะช่วยให้ทุกคนในโรงเรียนเป็นคนที่ปลอดภัยสำหรับกันและกันได้