กรณีรัฐบาลมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อประกอบกิจการหรือดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย โดยการบูรณาการกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบ จับกุม และดำเนินคดี ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศทั้งที่ จ.ภูเก็ต กระบี่ พังงา เชียงใหม่ ชลบุรี และอำเภอเกาะสมุย เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี อย่างต่อเนื่อง
คืบหน้าเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของ จ.สุราษฎร์ธานี นายจักรกฤษ ฝั่งชลจิตต์ รอง ผวจ.ฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยว่า ตามที่นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาใน จ.ภูเก็ต และพบข้อมูลชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวอิสราเอล ซึ่งเข้ามาประกอบธุรกิจในพื้นที่ และถูกระบุว่ามีกลุ่มชาวอิสราเอล ได้รับสัญชาติไทยและประกอบธุรกิจลักษณะเป็นเครือข่าย และได้สั่งการให้จังหวัดที่มีชาวอิสราเอลประกอบธุรกิจอยู่ในพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ในส่วนของ จ.สุราษฎร์ธานี ฝ่ายปกครองได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่ามีกลุ่มชาวอิสราเอลซึ่งได้รับสัญชาติไทย อย่างน้อย 8 คน จัดตั้งบริษัทนิติบุคคลและประกอบธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ร้านอาหารและสถานบริการนักท่องเที่ยว และจากการตรวจสอบของสำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานีพบว่าชาวอิสราเอลผู้ได้รับสัญชาติไทย มีการถือครองที่ดิน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันเขามีสิทธิเทียบเท่ากับคนไทยทุกประการ เส้นทางทางจังหวัดได้จัดเตรียมข้อมูลเพื่อนำเสนอความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาและข้อมูลการสอบต่างๆ เสนอต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีกำหนดการจะลงพื้นที่เกาะสมุย เพื่อติดตามสถานการณ์การแก้ไขปัญหา ในวันที่ 15 สิงหาคมนี้
นายจักรกฤษ ยังกล่าวด้วยว่า ในการประชุมเพื่อสรุปผลการดำเนินงาน ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี รายงานผลปฏิบัติการ การดำเนินคดีนอมินี รวมจำนวนทั้งสิ้น 117 คดี แยกเป็นคดีที่อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน 83 คดี ชั้นพนักงานอัยการ 13 คดี และศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึงที่สุดแล้ว 21 คดี ขณะที่การตรวจสอบนิติบุคคลที่จดทะเบียนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีมี 25,864 ราย กิจการที่มีชาวต่างชาติอย่างน้อย 1 คน มีถึงร้อยละ 45.3 ส่วนใหญ่ดำเนินกิจการอยู่ใน อ.เกาะสมุยและเกาะพะงัน มูลค่าลงทุนสูงสุดเป็นผู้ประกอบการชาวเยอรมัน กว่า 3,000 ล้านบาท ในขณะที่ชาวอิสราเอล มีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท
ขณะที่ นายมนูญกฤช ทองขโชค เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า การตรวจสอบการถือครองที่ดินของนิติบุคคลที่มีต่างด้าวเป็นหุ้นส่วน ตามมาตรา 97 กรณีถือครองที่ดินเกินกว่าและถือหุ้นเกินเกณฑ์ ในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน จำนวน 1,832 ราย พบ ต่างด้าวถือหุ้นเกินเกณฑ์ 102 ราย ถือครองที่ดิน 124 แปลง เนื้อที่ 86 ไร่เศษ มีราคาประเมินกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งสำนักงานที่ดินส่วนแยก อ เกาะพะงัน ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแล้ว 49 ราย และเสนอต่อคณะกรรมการปราบปรามนอมินีเพื่อบังคับจำหน่ายแล้ว 45 ราย มีคำสั่งจำหน่ายไปแล้ว 2 ราย
ขณะที่การตรวจสอบในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จากจำนวนนิติบุคคลที่มีชาวต่างด้าวถือหุ้น 3,892 ราย พบชาวต่างด้าวถือหุ้นเกินเกณฑ์ 1,387 ราย ถือครองที่ดิน 216 แปลง เนื้อที่ 239 ไร่เศษ มูลค่าตามราคาประเมิน 1,280 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้ได้รวบรวมหลักฐานเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาบังคับจำหน่ายแล้ว 44 ราย สั่งจำหน่ายแล้ว 4 ราย และอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานจำนวน 131 ราย ส่วนอีก 2,579 ราย อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล
อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากแหล่งข่าวด้านความมั่นคง จ.สุราษฎร์ธานี ให้ข้อมูลว่าในการตรวจสอบชาวต่างชาติ ซึ่งได้รับสัญชาติไทย และเข้ามาประกอบธุรกิจในพื้นที่ อ.เกาะสมุย และ เกาะพะงัน มีการจัดตั้งบริษัทนิติบุคคล รวมกันกว่า 40 บริษัท ซึ่งในนิติบุคคลเหล่านั้นจะมีบุคคลต่างชาติที่ได้รับสัญชาติไทยเป็นกรรมการ ถือหุ้นในอัตราส่วนร้อยละ 51 และมีบริษัทต่างชาติหรือบุคคลชาวต่างชาติ เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นในอัตราส่วนร้อยละ 49 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าการกระทำของชาวต่างชาติที่ได้รับสัญชาติไทย เข้าข่ายเป็นนอมินี ให้นิติบุคคลต่างชาติหรือบุคคลต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจและถือครองที่ดิน หรือไม่ ซึ่งหากพบความผิดปกติก็ถือว่าเป็นการทำผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ. 2542 ด้วยเช่นกัน



