เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่มีนายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย รองประธาน กมธ. คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในการประชุม โดยเป็นการพิจารณาต่อเนื่องในส่วนของมาตรา 33 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในส่วนของเทศบาลตำบล รวม 2,167 หน่วยงาน งบประมาณ 106,251,267,400 บาท ต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา และ มาตรา 32 หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ 1 หน่วยงาน วงเงินงบประมาณ 5,182,668,300 บาท

ทั้งนี้ กมธ. ได้มีข้อสังเกตและซักถามในส่วนของสำนักงานอัยการสูงสุด โดยนายสุรเชษฐ์ ปวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ. กล่าวว่า อยากสอบถามในประเด็นซึ่งตนมีความเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการทำงานของรัฐ โดยเฉพาะสัมปทานโครงการขนาดใหญ่ที่หลายครั้งมีความผิดเพี้ยน มีสัมปทานระหว่างรัฐกับเอกชนที่หมดอายุไป แต่พอสัมปทานมีกำไร เอกชนก็ไม่ค่อยอยากลุกจากโต๊ะ และหาทางขยายสัญญาสัมปทานกันไป โดยที่การขยายสัญญาสัมปทานไม่มีการแข่งขัน น่าจะผิดหลักการสัมปทานกับรัฐ ตนเชื่อว่าท่านคงทราบดีว่าเมื่อหมดสัญญาสัมปทานมันก็ควรกลับมาเป็นของรัฐ ส่วนรัฐจะเอาอย่างไรต่อ จะให้สัมปทานเจ้าใหม่หรือไม่ ก็สามารถทำได้

นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า หลายๆ ครั้ง มักจะเจอดีลใหญ่ ที่ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าปล่อยกันออกมาได้อย่างไร อัยการในฐานะทนายแผ่นดินที่ควรจะต้องปกป้องผลประโยชน์ของแผ่นดิน ก็ต้องถามว่าปล่อยไปได้อย่างไร ตนอยากยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ตอนนี้เข้าใจว่าร่างสัญญาผ่านอัยการแล้วในกรณีขยายสัญญาสัมปทานทางด่วน ซึ่งสิทธิสัญญาสัมปทานทางด่วนหมดไปแล้วตั้งแต่ปี 63 แต่เอกชนก็ฟ้องร้องเป็นข้อพิพาท สุดท้ายมีการยอมความไกล่เกลี่ยกันและขยายสัญญาไปแล้วถึงปี 2578 ทุกวันนี้ยังไม่หมด เหลืออีกประมาณ 10 ปี แต่เขาก็หาเรื่องขยายออกไปอีกทั้งที่ทุกคนก็รู้ ว่ากำไรและเอกชนรวยแน่ ๆ ตนไม่รู้ว่าอัยการในฐานะทนายของรัฐ ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ หรือขัดขวางอย่างที่เต็มที่หรือไม่

“เพราะล่าสุดจะมีการขยายสัญญาออกไปอีก โดยจะหาเรื่องขยายไปถึงปี 2601 ข้ามศตวรรษไปเลย จึงอยากสอบถึงการตรวจสอบในเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมาอัยการก็เป็นเครื่องไม้เครื่องมือให้เขาขยายสัญญาสัมปทานไปด้วย ซึ่งมีมูลค่าผลประโยชน์เป็นแสนล้าน ผมอยากสอบถามในประเด็นว่าอัยการได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบสัมปทานโครงการขนาดใหญ่ของรัฐหรือไม่ มีการทำงานอย่างไร ใครดูโครงการไหน ทนายของรัฐมีความสำคัญ ต้องเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ไปเอื้อประโยชน์หรือบางคนอาจไปหาเศษหาเลยกับการเป็นทนายให้เอกชนในหมวกที่มีอำนาจรัฐอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก”

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ. กล่าวว่า สำหรับอัยการสูงสุดมีโครงการก่อสร้างจำนวนมากที่ยังคงติดปัญหาในหลายประการ บางโครงการเริ่มต้นก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2556 จนถึงตอนนี้ก็อาจติดขัดปัญหา เช่น กรณีที่ไปขุดเจอโบราณสถาน ซึ่งพอเข้าใจได้ แต่ว่ายังมีโครงการที่เริ่มในปีเดียวกัน ยังเผชิญกับปัญหาที่มีผู้รับเหมาทิ้งงานและไม่ใช่โครงการเดียวด้วย จึงอยากสอบถามว่ามีแนวทางป้องกันผลกระทบเรื่องนี้อย่างไร ในฐานะที่ท่านดูแลกฎหมายและตรวจสัญญาให้รัฐด้วย จะจัดการผู้รับเหมาที่ทิ้งงานเหล่านี้อย่างไร ซึ่งท่านมีการไปสร้างสำนักงานอัยการในต่างจังหวัดค่อนข้างมาก

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ที่สำคัญปีนี้น่าจะมี 2 โครงการใหญ่ โดยโครงการแรกคือการสร้างสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งใหม่ ที่ถนนประดิพัทธ์ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ เพราะแค่งานออกแบบก็ปาไป 73 ล้านบาท ถ้าคิดกลับไปที่อัตราค่าจ้างออกแบบที่ประมาณ 3% โครงการนี้น่าจะ 2,000 ล้านบาทได้ อยากทราบว่าเหตุผลว่ามีความจำเป็นเป็นอย่างไร และจะมีการย้ายส่วนไหนไปบ้าง น่าจะมีจำนวนเจ้าหน้าที่ประมาณเท่าไร เพราะเท่าที่ดูทั้งประเทศท่านมีข้าราชการ พนักงานต่างๆ รวม 1 หมื่นกว่าคน เป็นอัยการไม่ถึง 5,000 คน และธุรการอีกเกือบ 1 หมื่น จึงอยากสอบถามว่าจะมีการโยกย้ายอย่างไร ส่วนที่ยังอยู่ที่ถนนรัชดาภิเษก และศูนย์ราชการ จะมารวมอยู่แห่งเดียวกันหรือไม่ เพราะในขณะเดียวกันท่านก็มีการของบในส่วนที่เป็นงานอื่นๆ ใน กทม. เช่นเดียวกัน อีกโครงการที่เป็นโครงการใหญ่คือหอเฉลิมพระเกียรติกษัตริย์กฎหมายไทย รวมมูลค่า 500 กว่าล้านบาท ซึ่งเป็น 2 โครงการใหญ่ ตนจึงกังวลใจในเรื่องการบริหารสัญญาว่ามันจะมีปัญหาเหมือนเดิมหรือไม่

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนอีกโครงการที่ขอรับการจัดสรรมา แต่ทางสำนักงบประมาณไม่ได้จัดสรรให้ คือ ครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ในระบบซูเปอร์เน็ต อยากสอบถามถึงความจำเป็น ไม่แน่ใจว่าได้ของบเพิ่มกับทาง ครม. แล้วหรือไม่อย่างไร คำถามสุดท้ายคือเมื่อปลายปีที่แล้ว มีกรณีสำคัญที่มีการแก้ไขสัญญาสัมปทานครั้งสำคัญของประเทศคือกรณีสัญญาดิวตี้ฟรีของทางบริษัทการท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ซึ่งเหตุการณ์นี้ฉุกละหุก ชุลมุน อิรุงตุงนังกันมาก ป.ป.ช. มีความเห็นส่งมาที่ ครม. เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 ตอนเช้า ครม. รับทราบความเห็นจาก ป.ป.ช. ตอนบ่ายทาง ทอท. ก็มีมติแก้ไขสัญญาทันที สิ่งที่เราอยากทราบจากทางอัยการสูงสุดก็คือเมื่อ ทอท. มีการแก้ไขสัญญา ซึ่งเป็นสัญญาฉบับใหม่ ได้มีการส่งมาที่สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตรวจก่อนหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ จึงขอให้ตอบคำถามด้วย

ขณะที่นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด กล่าวชี้แจงว่า เบื้องต้นว่าในการตรวจร่างสัญญาของสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นการตรวจสัญญาที่หน่วยงานของรัฐส่งมาให้ตรวจ ไม่ว่าจะมีมติ ครม. รองรับหรือไม่ ดังนั้นในการตรวจร่างสัญญา ประการแรก เราไม่มีการผูกขาดว่าจะให้อัยการคนใดคนหนึ่งเป็นคนทำงานของสำนักงานที่ปรึกษากฎหมายที่ดูแลการตรวจร่างสัญญานั้น ทุกคนมีความสามารถหมด เพียงแต่ว่าอัตรากำลังมีไม่เพียงพอ และงานในด้านนี้จำเป็นต้องฝึกบุคลากรขึ้นมารองรับงานที่ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ดีในการตรวจร่างสัญญาเรายึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ เราไม่เคยตรวจร่างสัญญาในลักษณะที่จะไปเข้าข้างเอกชนรายใดรายหนึ่ง ถ้ามีข้อสังเกต หรือขอท้วงติงเราก็ท้วงไปทุกกรณี แต่สุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องของต้นเรื่องหรือเจ้าของเรื่องที่จะตัดสินใจ สำนักงานอัยการสูงสุดทำได้แค่แสดงความคิดเห็นเท่านั้น ไม่สามารถชี้ขาดได้ว่าต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ส่วนสัญญากรณีดิวตี้ฟรี สำนักงานอัยการสูงสุดมีการตรวจร่างสัญญา แต่เรื่องนี้เสร็จมานานแล้ว ตนขอไปค้นข้อมูลและจะชี้แจง น.ส.ศิริกัญญา ในรายละเอียดต่อไป

นายอิทธิพร กล่าวต่อว่า ส่วนการขยายสัญญาทางด่วนดับเบิลเดสก์ เป็นเรื่องของคณะกรรมการร่วมทุนที่ทาง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ดูเรื่องนี้อยู่ เข้าใจว่าเพียงแต่ผ่านร่างสัญญาเบื้องต้นที่ทางหน่วยงานส่งมาให้ ถ้าจำไม่ผิดในการก่อสร้างดับเบิลเดสก์ มีที่ปรึกษามาคำนวณค่าก่อสร้าง พอมีผลการศึกษาแล้วนำเข้าคณะกรรมการการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) แต่เข้าใจว่าตอนนี้ PPP ยังไม่มีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง และคงต้องเสนอ ครม.เพื่อพิจารณา ตอนนี้สำนักงานอัยการตรวจร่างสัญญาไปเบื้องต้นตามความต้องการของการทางพิเศษ และเป็นไปตามมติของคณะกรรมการ PPP