จากกรณีนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้มอบหมายให้ผู้แทนเดินทางมาร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อให้ตำรวจ สอท. ดำเนินการสืบสวนติดตามหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย หลังพบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล มีต้นทางมาจากระบบของกรมการขนส่งทางบกและกรมการปกครอง โดยเบื้องต้นตรวจพบ IP ต้องสงสัยที่มีพฤติกรรมการสืบค้นข้อมูลผิดปกติจาก 3 แหล่งบัญชีผู้ใช้งาน ได้แก่ เทศกิจเขตบางกอกน้อย การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และกองกำลังสุรสีห์ ก่อนที่กระทรวงคมนาคมได้สั่งระงับการใช้งานของทั้ง 3 หน่วยงานชั่วคราว พร้อมประสานตำรวจไซเบอร์เข้าตรวจสอบบัญชีที่มีการค้นหาข้อมูลของบุคคลสำคัญ รวมถึงให้หน่วยงานที่เชื่อมต่อข้อมูลผ่านระบบ e-Service ของกรมการขนส่งทางบก ทำการรีเซตรหัสผ่านใหม่ทั้งหมดเพื่อป้องกันความเสียหาย ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 13 ส.ค. รายงานข่าวแจ้งว่าหลังรับเรื่อง พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท.ได้สั่งการตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลคดีนี้โดยเฉพาะ พร้อมมอบหมายให้ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. รับหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดสืบสวน โดยชุดสืบสวนได้เชิญเจ้าหน้าที่ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้รับผิดชอบดูแลระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของทั้งสองหน่วยงาน เข้ามาสอบปากคำอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบที่มาที่ไป ร่องรอยการเข้าถึงระบบ นอกจากนี้ได้แกะรอยจนพบว่าคนร้ายไม่ได้เจาะระบบฐานข้อมูลโดยตรง แต่แฮกบัญชีผู้ใช้งาน หรือ User ที่มีสิทธิเข้าถึงระบบ แล้วใช้บัญชีนั้นดึงข้อมูลออกมา ก่อนนำข้อมูลบุคคลสำคัญไปแสดงเพื่อยืนยันว่ามีข้อมูลจริง และนำไปซื้อขายผ่าน Dark Web, Telegram หรือ Discord

รายงานข่าวระบุอีกว่า ขณะเดียวกันชุดทำงานได้ตรวจสอบต้นทางของ IP ที่เข้ามาในระบบ พบต้นทางระบุในพื้นที่ จ.แพร่ และจ.ปทุมธานี จึงรวบรวมพยานหลักฐานขอหมายค้นศาลอาญาเข้าตรวจค้นบ้านพักในสองจังหวัดดังกล่าว พร้อมเชิญตัวผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเยาวชนมาทำการสอบถาม ซึ่งเบื้องต้นได้ข้อมูลสำคัญ และตรวจค้นพบหลักฐานสำคัญทางไอทีที่บ่งชี้ว่ามีส่วนในการกระทำความผิดเพื่อที่จะสาวไปสู่ผู้เกี่ยวข้องต่อไป