หลังเกิดเรื่องดัวกล่าว สก. จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เดินหน้ายื่นหลักฐานต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณี สก.พรรคประชาชน มีพฤติกรรมเสียบบัตรและกดลงคะแนนแทนกันในการประชุมสภา กทม. ซึ่งทางผู้ยื่นหลักฐานมองว่าอาจเข้าข่ายมีความผิดทางอาญาและจริยธรรม

ขณะที่ น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร ได้ชี้แจงถึงแนวทางการดำเนินการเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย กรณี สก.พรรคประชาชน กดบัตรว่า หลังจากเกิดเหตุเมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้สั่งการให้เลขานุการสภา กทม. ดำเนินการรวบรวมข้อมูลจากกล้องที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมพร้อมส่งมอบให้แก่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง รวมถึงหน่วยงานภายนอกที่มีอำนาจตามกฎหมายทันทีที่มีการร้องขอ โดยได้ดำเนินการภายใต้อำนาจหน้าที่ของประธานสภาแล้ว พร้อมทั้งได้เร่งบรรจุวาระการประชุมสภา กทม. ให้สภาพิจารณาตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงให้เกิดขึ้นในวันที่ 17 ส.ค. 69 รวมถึงได้ออกคำสั่งขยายสมัยประชุมสภา กทม. จากเดิมหมดสมัยประชุมวันที่ 12 ส.ค. 69 เป็นวันที่ 27 ส.ค. 69

ทั้งนี้ ตามข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 สก. ในฐานะสมาชิกสภา จะต้องเป็นผู้เสนอชื่อคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง 3 คน หากมีการเสนอชื่อเกินจะนำไปสู่การโหวตเพื่อหาข้อยุติ โดยคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงจะมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นอิสระ ก่อนเสนอผลการตรวจสอบต่อประธานสภา กทม. เพื่อดำเนินการตามข้อบังคับต่อไป
ทีมข่าวชุมชนเมือง เดลินิวส์ พูดคุยกับ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์ถึงบทลงโทษในกรณีหากสมาชิกสภากรุงเทพมหานครมีการกดบัตรแทนกันจริง จะมีความผิดในข้อกฎหมายใดบ้าง

รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า ในกรณีของสมาชิกสภา กทม. คล้ายๆ กับคดีระดับชาติ จะมีโทษทั้งทางอาญา และทางจริยธรรมด้วย แต่อาจจะไม่เหมือนกันในรายละเอียดอยู่บ้างเล็กน้อย โดยในส่วนโทษของทางอาญา หากมีการพิสูจน์ได้ว่าการเสียบบัตรแทนกันมีเจตนาที่จะกระทำแทนกันจริงๆ ไม่ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อ หรือว่าขาดเจตนา ก็จะมีโทษทางอาญา โดยผิดมาตรา 157 คือ เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะว่าสมาชิกสภา กทม. ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานด้วยเช่นเดียวกัน
และผิดกฎหมายอาญาอีกฉบับหนึ่ง นั่นก็คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่ากฎหมาย ป.ป.ช. โดยจะเห็นได้ว่าแนวทางที่ศาลได้วินิจฉัยในการเสียบบัตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ศาลได้มีการโยงไปถึงกฎหมาย ป.ป.ช. ด้วย ว่าการที่ดำเนินการโดยการใช้อำนาจที่มิชอบกระทบต่อกระบวนการนิติบัญญัติ ถือว่าเป็นการกระทำความผิดในการทุจริตตามกฎหมาย ป.ป.ช. ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในกรณีของสมาชิกสภา กทม. ซึ่งเป็นสภาท้องถิ่น ก็จะไปในทิศทางเดียวกัน
รศ.ดร.ยุทธพร ระบุถึงส่วนที่ต่างกันจากกรณีการเสียบบัตรของ สส. คือเรื่องของจริยธรรม โดยระบุว่า ในส่วนของ สส. เนื่องด้วยมีมาตรฐานจริยธรรมปี 2561 ที่กำกับเอาไว้ ซึ่งใช้กับผู้ดํารงตําแหน่ง ในองค์กรอิสระ และในมาตรฐานดังกล่าวได้เขียนเอาไว้ว่า ให้ใช้กับคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา แต่ไม่ได้เขียนถึงสมาชิกสภาท้องถิ่น เพราะฉะนั้นสมาชิกสภาท้องถิ่นจึงไม่เข้าตามมาตรฐานจริยธรรมปี 2561

แต่จะไปเข้าพระราชบัญญัติมาตรฐานจริยธรรม พ.ศ. 2562 ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวจะให้หน่วยงานแต่ละหน่วย ได้ไปกำหนดประมวลจริยธรรมของตนเองขึ้นมา โดยจะมีกรอบใหญ่อยู่ในมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติมาตรฐานจริยธรรม พ.ศ. 2562 โดยกำหนดไว้ว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่ที่ถูกต้องและชอบซึ่งกฎหมาย
ส่วนกรณีหากการโหวตในครั้งนั้น มติไม่เปลี่ยนแปลง อีกทั้งยังมีการให้โหวตใหม่ในญัตติเรื่องดังกล่าวแล้ว ผู้ที่กระทำการกดบัตรแทนกันจะมีความผิดหรือไม่? รศ.ดร.ยุทธพร ระบุ ถือว่ามีความผิดเช่นเดียวกัน เพราะไม่ได้ดูที่ผล แต่ดูที่การปฏิบัติหน้าที่ในสถานภาพของบุคคลนั้น
“เรียกว่าเป็นการไม่ได้แสดงเจตนาด้วยตนเอง หลังจากนี้ก็คงต้องพิสูจน์กันว่า การกดปุ่มดังกล่าว กดตามคำสั่งของ สก. คนนั้นหรือไม่ไหม หรือเพื่อน สก. ด้วยกันกดเองโดยพลการ ทั้งนี้ถ้ากดตามคำสั่งมีความผิดแน่นอน โดยจะมีความผิดทั้งคู่ แต่ถ้ากดโดยพลการ คนที่เสียบบัตรค้างไว้อาจจะไม่ได้ผิดในเรื่องของการใช้เจตนาในการลงคะแนนแทนกัน แต่อาจจะผิดในเรื่องของประมาทเลินเล่อ หรือไม่ปฏิบัติตนถูกต้อง ไม่ระมัดระวังในการที่จะใช้อำนาจหน้าที่
ส่วนผู้ที่กดแทนโดยพลการ ก็ต้องดูเจตนาถ้ากดโดยพลการแบบไม่ตั้งใจ กดผิดช่อง ผิดอัน อันนั้นก็จะเป็นการยกเหตุได้ แต่ถ้าตั้งใจกดแทนเลย ตั้งใจจะแสดงเจตนาแทน สก. คนนั้นเลย ผู้กดก็จะมีความผิดแน่นอน ซึ่งเรื่องของจริยธรรมนั้น ประธานสภา กทม. จะต้องตั้งคณะกรรมการสอบฯ ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับตัวมาตรฐานจริยธรรม 2562 โดยจะต้องเริ่มต้นจากในหน่วยของตนเองก่อน จากนั้น ก็จะต้องว่ากันไปตามประมวลจริยธรรมของแต่ละหน่วย แล้วค่อยขึ้นไปสู่ระดับชาติ ถ้ามีการอุทธรณ์ของผลนั้น”
ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน



