เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวยังคงติดตามกรณีข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม ชุมชนกังสดาล ถนนกัลปพฤกษ์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งบรรยากาศที่วัดยังคงมีญาติโยมมาทำบุญและพระสงฆ์ยังคงปฏิบัติกิจของสงฆ์อยู่ภายในวัดกันตามปกติ ขณะที่พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดฯ เดินทางไปฟอกไต โดยมีหลานชาย เป็นคนพาไป

ขณะที่ พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวว่า ขณะนี้ได้ออกหมายเรียกป้าดา รวมทั้งกลุ่มคนที่เข้ามาบุกรุกวัดป่าอดุลยาราม รวมทั้งเจ้าของรถตู้ 3 คน ส่วนรถปูนนั้นอยู่ระหว่างตรวจสอบทะเบียนรถ โดยเบื้องต้นรถตู้นั้นอยู่กรุงเทพฯ ส่วนรถปูนเชื่อว่าน่าจะอยู่ขอนแก่น ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบป้ายทะเบียนอยู่ และในส่วนข้อหาจะต้องรวบรวมพยานหลักฐาน และทำการสอบปากคำฝ่ายวัดเพิ่มเติมอย่างละเอียด ก่อนเรียกคู่กรณีมาสอบปากคำและแจ้งข้อหาโดยพิจารณาจากพยานหลักฐานและคำให้การประกอบ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการยังไม่แจ้งข้อกล่าวหากับใครในกรณีนี้

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปบ้านของนางบัวเรียน ลูกสาวคนที่ 3 ของนายเฮียง คนที่ยื่นฟ้องร่วมกับภรรยานายเฮียง โดยก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะได้เข้าไปพูดคุยนั้น ลูกเขยของนายเฮียง ได้ขอความร่วมมือกับผู้สื่อข่าวไม่ให้บันทึกภาพนิ่ง ภาพวิดีโอ บันทึกเสียงคลิปสัมภาษณ์ใดๆ ทั้งสิ้นแต่สามารถให้เป็นข้อมูลได้

นางบัวเรียน กล่าวว่า พ่อเป็นผู้ใหญ่บ้าน เนื้อที่ทั้งหมดจริงๆ ของพ่อมีทั้งหมด 42 ไร่ แบ่งให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น 10 ไร่ ในส่วนที่ดินวัดนั้น 21 ไร่เศษ พื้นที่หัวไร่ปลายนาอีก 5-6 ไร่ ซึ่งบริเวณนี้เป็นป่าหมด มีแม่ชีมาสร้างกุฏิตรงบริเวณพื้นที่ 5 ไร่และก็มีพระมาทำเตาฟืน พ่อจึงสงสารซื้อกุฏิมาตั้งหนึ่งหลัง ก่อนจะเกิดความเลื่อมใสศรัทธามาเรื่อยจนมีเจตนารมณ์จะสร้างวัดในพื้นที่แต่ไม่ได้เป็นการยกที่ดินให้ใครคนใดคนหนึ่ง จนกระทั่งพ่อสามารถดำเนินการเปลี่ยนเอกสารครอบครองสิทธิ ส.ค.1 เป็นโฉนดได้ และในวันที่ร่วมทอดถวายผ้าป่านั้น พ่อก็ได้นำเงินผ้าป่าไปถวายอดีตเจ้าอาวาสซึ่งสมัยนั้นเรียกว่าเจ้าสำนัก พร้อมกับนำโฉนดที่ดินไปโชว์ เพื่อให้ชาวบ้านได้รู้ว่าพ่อเฮียงมีเจตนารมณ์จะสร้างวัด โดยใช้ที่ดินผืนในโฉนดที่นำมาโชว์นี้ แต่ไม่ได้ให้

“ปรากฏว่าทางวัดได้นำไปติดฝาผนังเอาไว้เพื่อเหมือนกับประกาศให้ชาวบ้านได้รู้ว่าที่แห่งนี้จะมีการสร้างวัดขึ้น จนกระทั่งมีขบวนการที่อยากได้ที่ดินผืนนี้เข้ามาอยู่เบื้องหลัง พยายามจะฮุบเอาที่ให้หมด จนกลายเป็นข้อพิพาทกันถึงปัจจุบันนี้จนตนเองในฐานะรุ่นลูกยอมแพ้ไปแล้วเพราะไม่มีเงินมีทองสู้ต่อ เราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาจนๆ และต่อมาก็มีน้องดา ซึ่งเป็นหลานสาวตนเองเป็นหลานทางแม่น้อย หรือแม่ของตนเอง ซึ่งน้องดาไปอยู่ที่กรุงเทพฯ และแต่งงานมีสามีอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์จึงมีความรู้ในเรื่องนี้อาสาเข้ามาดำเนินการต่อ ซึ่งตนเองก็ไม่มีกำลังจะสู้ต่อแล้วยอมแพ้แล้ว จึงมอบทั้งหมดให้น้องดาเป็นผู้ดำเนินการเพียงผู้เดียว เพราะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี ญาติพี่น้องทุกคนจึงไว้ใจให้น้องดาซึ่งเป็นหลานดำเนินการต่อเป็นรุ่นต่อไป”

นางบัวเรียน กล่าวต่อว่า ภายหลังคุณพ่อเสียชีวิต ทุกคนก็เข้าใจว่าทุกอย่างถือเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้มีการสร้างวัดไม่ได้มีการสร้างเสนาสนะใดๆ จึงเกิดเป็นข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล เดิมทีครอบครัวคุยกันเอาไว้ว่า พ่อเสียชีวิตไปแล้ว ที่ดินตรงนี้อยากแบ่งกันในบรรดาพี่น้อง 9 คน ส่วนพื้นที่วัดก็เป็นพื้นที่ 6 ไร่ ตรงที่มีข้อพิพาทกันทั้งวัด เทศบาล และที่ดิน เพราะแต่ละคนก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย และจะได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพ่อด้วย ซึ่งตนเองพยายามสู้เรื่องนี้มา แต่สุดท้ายก็ต้องขอยอมแพ้เพราะสู้ไม่ไหว ไม่มีเงินเงินทองไปสู้กับขบวนการที่อยากได้ที่ดินผืนนี้ ตอนนี้ทุกอย่างน้องดาเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมดและรายละเอียดต่างๆ ให้น้องดาเป็นคนให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแทน ยืนยันว่าที่ดินตรงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของนายเฮียง ซึ่งก็เหมือนที่น้องดาพูด ถ้าสามารถสร้างวัดได้จริงทำไมชื่อในโฉนดยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนายเฮียงพ่อตนเองอยู่ ถ้าชื่อในโฉนดเป็นชื่อวัดก็คงจะไม่เกิดข้อพิพาท แต่เมื่อนายเฮียงเสียชีวิตไปแล้ว การสร้างวัดก็ต้องเป็นโมฆะเป็นปกติอยู่แล้ว และยังไม่ได้มีการสร้างอะไร อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ต้องให้น้องดาเป็นคนดำเนินการแทนเพราะมีความรู้เรื่องนี้ดี