เมื่อวันที่ 13 ส.ค. สำนักงาน ปปง. เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมครั้งที่ 8/2569 เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 69 ซึ่งมี นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ดำเนินการกับทรัพย์สินในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงฯ อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ การพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความผิดมูลฐานอื่น ๆ โดยสรุปผลการดำเนินการที่น่าสนใจ ดังนี้
1.ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 37 รายคดี เป็นทรัพย์สิน 1,080 รายการ พร้อมดอกผล มูลค่าประมาณ 287 ล้านบาท โดยมีข้อมูลรายคดีอื่นที่น่าสนใจ อาทิ รายคดี นายเฉิน จื้อ กับพวก ซึ่งคดีดังกล่าวคณะกรรมการธุรกรรมเคยมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้แล้ว รวมมูลค่าประมาณ 345 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง ตามคดีหมายเลขดำที่ ฟ 25/2569 โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมอีกจำนวน 431 รายการ เช่น เงินสด ทองรูปพรรณ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท รวมทรัพย์สินที่ดำเนินการไปแล้วมูลค่ากว่า 460 ล้านบาท (คำสั่ง ย.169/2569)
รายคดีกลุ่มบุคคลที่หลอกลวงผู้เสียหาย ชื่อบัญชีนายพิรุณ กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงฯ อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำนวน 2 รายการ เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลรวมมูลค่าประมาณ 83 ล้านบาท (คำสั่ง ย. 187/2569)
รายคดีนายเดวิด กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงฯ อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ และความผิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมฯ พฤติการณ์หลอกลวงให้ผู้เสียหายร่วมลงทุน โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำนวน 54 รายการ เช่น เงินสด นาฬิกาข้อมือ ยานพาหนะ ที่ดิน และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 16 ล้านบาท (คำสั่ง ย. 181/2569)

สำนักงาน ปปง. ระบุอีกว่า นอกจากนี้ ปปง. ยังส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 13 รายคดี เป็นทรัพย์สิน 376 รายการ มูลค่าประมาณ 317 ล้านบาท เนื่องจากพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้มีส่วนได้เสียแล้ว ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดไว้ชั่วคราวนั้น มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยมีข้อมูลรายคดีที่น่าสนใจ ดังนี้ 1.รายคดี น.ส.ศิริวิภา กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน และการฉ้อโกงฯ อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ โดยเป็นพฤติการณ์ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงฯ หลอกลวงขายสินค้าแบรนด์เนม โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 8 รายการ เช่น นาฬิกาข้อมือ สินค้าแบรนด์เนม ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 33 ล้านบาท (คำสั่ง ย.122/2569) 2.รายคดี น.ส.ธัญชนก กับพวก กรณีความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากร พฤติการณ์จำหน่ายบุหรี่และสุราผิดกฎหมายเขตพื้นที่จังหวัดในภาคใต้ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 103 รายการ เช่น ที่ดิน สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันชีวิต และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 84 ล้านบาท (คำสั่ง ย.120/2569) 3.รายคดีนายวิริยะ กับพวก กรณีความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกง การลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ โดยมีพฤติการณ์หลอกลวงผู้เสียหายให้เชื่อว่าสามารถช่วยเหลือผู้ต้องขังในเรือนจำได้รับการประกันตัว และเรียกรับเงินเป็นค่าดำเนินการ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 124 รายการ เช่น สินค้าแบรนด์แนม นาฬิกาข้อมือ วัตถุมงคล ยานพาหนะ และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 183 ล้านบาท (คำสั่ง ย.119/2569)
สำนักงาน ปปง. ระบุต่อว่า ปปง. ยังได้มีการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืน หรือชดใช้คืนผู้เสียหาย (กรณีคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย) จำนวน 4 คดี เป็นทรัพย์สิน 30 รายการ มูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท ในความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน หรือการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ โดยมีข้อมูลรายคดีที่น่าสนใจ ดังนี้ 1.รายคดี Ms.Shoon Lei สัญชาติเมียนมา กับพวก กรณีหลอกลวงร่วมลงทุน อันเป็นความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน และการฉ้อโกงฯ อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ ในการนี้คณะกรรมการธุรกรรมมีมติเห็นชอบให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนผู้เสียหาย (คุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย 1 ราย) เป็นทรัพย์สิน 23 รายการ มูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท (คำสั่ง ย.94/2569).



