เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม พร้อมด้วย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการส่งเสริม และสนับสนุนการผลิตและพัฒนาบุคลากร การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศ เป็นเวลา 5 ปี ภายใต้แนวคิด “Tech to Track: เทคลงราง ล็อกเป้า เป๋าตุง”

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.), สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. และหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัย และนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการวิจัยให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้งานจริง ตลอดจนช่วยผลักดันนวัตกรรมที่มีสัดส่วนการผลิตภายในประเทศให้สามารถเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการสร้างเครือข่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับอุตสาหกรรมระบบรางในระยะยาว

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้ระบบรางไม่เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทาง และขนส่งสินค้า แต่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และฝีมือคนไทย โดยเราจะสร้างทางลัดใน 3 เรื่องสำคัญ คือ มุ่งสู่อุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟเป็นศูนย์ เปิดทางให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระบบราง และเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ซื้อไปสู่ผู้ผลิต ผู้ขาย และผู้ส่งออก โดย อว. ผ่าน บพข. ตั้งเป้าสนับสนุนทุนวิจัยมากกว่า 300 ล้านบาทใน 5 ปี เพื่อยกระดับผู้ประกอบการศักยภาพสูง และกลุ่มระบบรางให้ได้มากกว่า 150 ราย พร้อมใช้อุปกรณ์หรือชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ให้ถึง 70% เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ ลดการนำเข้า และวางรากฐานให้ไทยเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีระบบรางสู่ตลาดโลก

ขณะที่นายสิริพงศ์ กล่าวว่า งานวิจัย ของ อว. จะไม่ได้อยู่บนหิ้งอีกต่อไป แต่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง ขอฝากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า อย่าให้ความร่วมมือครั้งนี้เป็นเพียงแค่การลงนามแล้วผ่านไป ซึ่งภายในเวลา 3 ปีหลังจากนี้ เท่ากับอายุรัฐบาลชุดนี้ การ MOU ร่วมกันต้องมีผลงานให้ประชาชนได้เห็นว่า มีการนำเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมฝีมือคนไทยมาใช้กับระบบราง และสามารถสร้างอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคตได้ อย่างไรก็ตามปัจจุบันเริ่มมีการกำหนดสัดส่วน Local Content ไม่น้อยกว่า 40% และจะพยายามขยับเป้าหมายให้เพิ่มขึ้นเป็น 60%, 80% จนถึง 100% และในอนาคตจะผลักดันให้ไทยสามารถส่งออกด้วย อาทิ อะไหล่รถ และการประกอบรถ

ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่า รฟท. กล่าวว่า รฟท. อยู่ระหว่างการพิจารณาคัดเลือกนวัตกรรมจากงานวิจัยที่น่าสนใจ และสามารถนำมาปรับใช้กับ รฟท. ซึ่งขณะนี้มีอยู่หลายผลงานที่พร้อมใช้งาน อาทิ วัสดุอุดช่องว่างระหว่างตัวรถกับชานชาลา (Filler Gap) เพิ่มความปลอดภัย และยางรองใต้หมอนคอนกรีต สำหรับรางรถไฟที่ใช้หินโรยราง จะช่วยลดการสั่นสะเทือน และลดต้นทุนการบำรุงรักษารางรถไฟ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบการใช้งาน ที่สถานีรถไฟศาลาธรรมศพน์ คาดว่าจะเริ่มนำมาใช้งานจริงในโครงการรถไฟทางคู่ โดยเฉพาะบริเวณที่ติดกับโบราณสถาน นอกจากนี้ยังมีผงเชื่อมเทอร์มิตรางรถไฟ ที่สามารถนำมาใช้ได้ เดิมต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ปัจจุบันคนไทยสามารถผลิตได้เอง Local content 97% ช่วยลดการนำเข้า พึ่งพาตนเอง.