นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีต กสทช. ในฐานะที่ปรึกษาบอร์ด กสทช. กล่าวชี้แจงคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งมี น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบการปฎิบัติหน้าที่ของ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. หลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเป็นเอกฉันท์เปิดประเด็นตั้งข้อสังเกตต่อความพยายามออกเอกสารชี้แจงของมหาวิทยาลัยมหิดลและคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อสนับสนุนสถานะของ นพ.สรณ ว่า มีข้อพิรุธหลายประการที่ควรตรวจสอบ ทั้งขั้นตอนการจัดทำเอกสาร ความรวดเร็วในการตอบข้อหารือ ตลอดจนถ้อยคำที่ใช้ยืนยันสถานะของ นพ.สรณ

นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า ก่อนที่คณะกรรมการสรรหาจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องคุณสมบัติ นพ.สรณ ทั้งกรรมาธิการ ICT วุฒิสภาชุดเดิมและคณะกรรมการสรรหา เคยส่งหนังสือเชิญ นพ.สรณ ให้เข้าชี้แจงหลายครั้ง แต่ นพ.สรณ ไม่ได้เดินทางไปให้ข้อมูล แม้คณะกรรมการสรรหาจะเสนอตัวอำนวยความสะดวกเดินทางไปรับฟังคำชี้แจงในสถานที่ที่ นพ.สรณ สะดวก แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ อย่างไรก็ดี ภายหลังคณะกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ กลับปรากฏเอกสารและพยานหลักฐานจากมหิดลออกมาจำนวนมาก

“ลักษณะดังกล่าวคล้ายกับการพิจารณาคดีในศาลที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยื่นพยานหลักฐานในช่วงการไต่สวนข้อเท็จจริง แต่เมื่อมีคำตัดสินแล้วจึงนำเอกสารออกมาร้องเรียนหรือโต้แย้งภายหลัง” นพ.ประวิทย์ กล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกต คือความรวดเร็วของกระบวนการจัดทำหนังสือว่า นพ.สรณ ยื่นเรื่องต่อมหาวิทยาลัยมหิดลในวันที่ 4 ส.ค. จากนั้นมหิดลส่งเรื่องต่อคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีในวันเดียวกัน รามาธิบดีตอบกลับในวันที่ 7 ส.ค. และมหิดลสามารถออกหนังสือสรุปได้ในวันที่ 8 ส.ค.ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ

นอกจากนี้ หนังสือดังกล่าวยังอ้างถึงเอกสารของอดีตอธิการบดี ซึ่ง นพ.ประวิทย์ ระบุว่าไม่มีเลขรับในระบบสารบรรณสำหรับการอุทธรณ์ต่อศาลปกครอง และไม่มีการประทับตรา “ด่วน” ตามระเบียบราชการ และเหตุใดจึงสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ และเหตุใดจึงสามารถลงนามหนังสือได้ในวันหยุดราชการ

นพ.ประวิทย์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงถ้อยคำในหนังสือชี้แจงที่เรียก นพ.สรณ ว่าเป็น แพทย์ผู้ประกอบโรคศิลปะ เป็นข้อผิดพลาดทางกฎหมาย เพราะตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 แพทย์ใช้คำว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม” ขณะที่คำว่า “ผู้ประกอบโรคศิลปะ” เป็นถ้อยคำตามกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง จึงเห็นว่าการใช้ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนถึงความเร่งรีบในการจัดทำเอกสาร และขาดความรัดกุมทางกฎหมาย

สำหรับข้อโต้แย้งที่ระบุว่า นพ.สรณ ได้รับค่าตอบแทนในประเภทเงินได้ตามมาตรา 40(6) ซึ่งเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระ จึงไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างนั้น นพ.ประวิทย์ โต้แย้งว่า ประเภทเงินได้ทางภาษีไม่สามารถนำมาใช้ชี้ขาดสถานะความเป็นลูกจ้างได้ โดยยกกรณีเมื่อปี 2564 ที่ นพ.สรณ ในฐานะรองคณบดีก็ได้รับเงินได้ตามมาตรา 40(6) เช่นเดียวกัน จึงไม่สามารถสรุปจากประเภทเงินได้เพียงอย่างเดียวว่า บุคคลนั้นไม่มีสถานะเป็นลูกจ้าง

นพ.ประวิทย์ ระบุว่า หากมหาวิทยาลัยมหิดลยืนยันหลักเกณฑ์ดังกล่าวจริง อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่ออาจารย์แพทย์ที่ทำคลินิกพิเศษ หรือ Premium Clinic เนื่องจากอาจารย์แพทย์ซึ่งมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย แต่ได้รับค่าตอบแทนในลักษณะเงินได้ตามมาตรา 40(6) แทนมาตรา 40(1) อาจถูกตั้งคำถามด้านภาษีว่า สถานะการทำงานและความสัมพันธ์ทางนิติสัมพันธ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไรพร้อมเตือนว่า หากแนวทางดังกล่าวถูกยืนยันเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไป ก็อาจนำไปสู่การตรวจสอบย้อนหลังในกลุ่มบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับคลินิกพิเศษได้ โดยเฉพาะประเด็นการจำแนกเงินได้และสถานะของผู้ปฏิบัติงาน

อีกจุดที่ นพ.ประวิทย์ หยิบขึ้นมาคือหนังสือแก้ไขข้อเท็จจริงจากฝ่ายบริหารทุนมนุษย์ของมหิดล ซึ่งระบุว่า นพ.สรณ พ้นสภาพการเป็น “พนักงานค่าตอบแทนรายชั่วโมง” เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565 โดยเห็นว่า ถ้อยคำดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะเป็นการระบุสถานะทางนิติสัมพันธ์ของ นพ.สรณ อย่างชัดเจน และวันที่ระบุว่าพ้นสภาพดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น กสทช. แล้ว

“ไม่ว่าข้อความดังกล่าวจะเกิดจากความผิดพลาดในการจัดทำเอกสารหรือไม่ ประเด็นสำคัญยังอยู่ที่สถานะของ นพ.สรณ ในช่วงเวลาที่ได้รับการแต่งตั้ง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาตามกฎหมาย”

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยยังไม่ได้เปิดเผยสัญญาหรือระเบียบปฏิบัติที่ใช้กำกับสถานะในช่วงรอยต่อของการเป็นแพทย์ตรวจรายชั่วโมงอย่างละเอียด เพื่อให้สังคมสามารถตรวจสอบได้

นพ.ประวิทย์ ยังโต้แย้งแนวคิดการทำงานในลักษณะวิชาชีพอิสระภายในโรงพยาบาลรัฐ โดยระบุว่าโมเดลดังกล่าวมีที่มาจากระบบโรงพยาบาลเอกชน ขณะที่โรงพยาบาลของรัฐมีโครงสร้างและภาระความรับผิดแตกต่างกัน โดยเฉพาะกรณีคลินิกพิเศษที่ผู้ป่วยยังสามารถเบิกจ่ายจากงบประมาณภาครัฐผ่านกรมบัญชีกลางได้บางส่วน นพ.ประวิทย์ ตั้งคำถามว่า รัฐไม่มีกฎหมายใดที่ให้นำเงินหลวงไปอุดหนุนแพทย์ซึ่งมีสถานะเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระโดยตรง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความรับผิดทางละเมิด หากเกิดความผิดพลาดจนผู้ป่วยได้รับความเสียหายหรือเสียชีวิต โดย นพ.ประวิทย์ ระบุว่า กฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่กำหนดกรอบความรับผิดของหน่วยงานรัฐ จึงควรพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์ โรงพยาบาล และรัฐให้ชัดเจน รวมถึงการจัดเก็บค่ารักษาพยาบาลผ่านใบเสร็จของโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่ง นพ.ประวิทย์ เห็นว่า เมื่อเงินดังกล่าวเข้าสู่ระบบของคณะฯ ก็ต้องพิจารณาเป็นรายได้และรายจ่ายของคณะฯ ตามกฎหมาย ไม่ควรอธิบายเพียงว่าโรงพยาบาลทำหน้าที่เป็นผู้เก็บเงินแทนเพื่อแยกความสัมพันธ์ทางนิติสัมพันธ์

ท้ายที่สุด นพ.ประวิทย์ ยังยกประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม “รามาแชนแนล” (Rama Channel) ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งดำเนินธุรกิจภายใต้ใบอนุญาตจาก กสทช. โดยตั้งข้อสังเกตว่า นพ.สรณ เคยเสนอแต่งตั้งคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งต่อมาดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยมหิดลและมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลสถานีโทรทัศน์ เข้ามาเป็นอนุกรรมการ กสทช. และได้รับเบี้ยประชุมครั้งละ 8,000 บาท

นพ.ประวิทย์ ตั้งคำถามว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีลักษณะต่างฝ่ายต่างเอื้อประโยชน์กันหรือไม่ รวมถึงเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารรับรองคุณสมบัติของ นพ.สรณ หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรตรวจสอบจากเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง พร้อมสรุปว่า คณะกรรมการสรรหาไม่ได้พิจารณาสถานะลูกจ้าง ของ นพ.สรณ จากชื่อเรียกหรือรูปแบบการจ่ายเงินเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาจากความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 8(2) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งเพื่อรักษาความเป็นอิสระและป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์