ถึงแม้จะไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง โรงเรียนควรเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน มาตรการป้องกันและความปลอดภัยต้องถูกดำเนินการอย่างเข้มงวด ทั้งการดูแลนักเรียนในทุกช่วงอายุ รวมถึงบุคลากร และในทางกลับกันก็ต้องป้องกันไม่ให้นักเรียนและบุคลากรกลายเป็นผู้ก่อให้เกิดความอันตรายขึ้นเสียเอง 

กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้ออกประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง มาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษาของกรุงเทพมหานครและศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 66 ที่ผ่านมา พร้อมกำหนดมาตรการกำชับให้โรงเรียนทุกแห่งดำเนินมาตรการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ปรับให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของนักเรียนและทุกคนในสถานศึกษา 

นอกจากนี้ คณะผู้บริหาร กทม.ยังคำนึงถึงสภาพจิตใจภายในของคนที่อยู่ในสถานศึกษา ถึงแม้ว่าจะมีครูแนะแนวอยู่ก็ตาม แต่เป็นการให้คำปรึกษาด้านการศึกษาต่อในระดับต่อไป ไม่ได้ให้คำปรึกษาในเรื่องอื่นๆ หรือรับฟังปัญหาของเด็กนักเรียนด้วยเพราะภาระหน้าที่ที่มีมาก กทม.จึงมีแผนจะจัดสอบคัดเลือกครูแนะแนวรอบพิเศษ เพื่อดึงคนที่มีใจรักและมีวิชาเอกตรงสายงานเข้ามาทำงาน ช่วยแก้ปัญหาความเครียดและสุขภาพจิตของเด็กนักเรียน โดยจะเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านชีวิตและจิตวิทยาที่เข้าถึงเด็กได้ทุกระดับชั้น

ส่วนแนวทางการดูแลความปลอดภัยภายในสถานศึกษาสังกัด กทม.นั้น นายชัชชาติ ระบุ กทม.ได้มีมาตรการและยกระดับการดูแลความปลอดภัยของนักเรียนอย่างรอบด้านและเข้มข้นมาโดยตลอด เพราะ ความปลอดภัยในโรงเรียนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่มีหลายองค์ประกอบเชื่อมโยงกัน ไม่สามารถมองข้ามจุดใดจุดหนึ่งได้

ซึ่งมาตรการความปลอดภัย ต้อง ดำเนินการควบคู่กันอย่างเป็นระบบใน 5 มิติ ประกอบด้วย มิติที่ 1. เรื่องสภาพจิตใจและความรู้สึกของเด็ก ต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมและเข้าถึงปัญหาของเด็ก เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างถูกวิธี  มิติที่ 2. เรื่องสภาพแวดล้อมทางครอบครัว สามารถตรวจสอบผ่านโครงการเยี่ยมบ้าน เพื่อให้ครูได้ทำความรู้จักกับผู้ปกครอง และเข้าใจปัญหาทางบ้านนักเรียนอย่างแท้จริง  

มิติที่ 3. จำนวนอัตราส่วนครูต่อเด็ก ต้องมีความเหมาะสม ให้ครูสามารถดูแลเด็กทุกคนได้อย่างทั่วถึง มิติที่ 4.การป้องกันการบูลลี่ (Bullying) ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขสถานการณ์ทันทีหากพบเหตุ และ มิติที่ 5. คัดกรองและควบคุมอาวุธ ตรวจตราความเสี่ยงและการนำอาวุธเข้ามาในพื้นที่โรงเรียน เพื่อป้องกันเหตุร้าย

“การแก้ไขปัญหาความปลอดภัยในโรงเรียนจะทำเพียงมิติเดียวไม่ได้ ต้องทำทั้ง 5 มิตินี้ควบคู่กันและให้ครอบคลุม และต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของระบบการเตือนภัยล่วงหน้าด้วย เพราะเป็นช่องทางที่ช่วยป้องกันปัญหาได้ เช่น กรณีเพื่อนนักเรียนสังเกตเห็นพฤติกรรมผิดปกติของเพื่อน หรือครูพบสัญญาณความเดือดร้อนของเด็ก ก็จะมีระบบส่งต่อหรือมีนักจิตวิทยาเด็กเข้ามาช่วยดูแล ซึ่งได้มีการทบทวนมาตรการต่างๆ ทั้ง 5 ด้านและทำให้รอบคอบและเข้มข้นมากขึ้น เรื่องการเข้าใจสถานการณ์ การมีพื้นที่ที่เด็กรู้สึกว่าปลอดภัย สามารถให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำได้เป็นส่วนสำคัญแล้วก็จะมีเรื่องของนักจิตวิทยาต่างๆ มาช่วยด้วย”  นายชัชชาติย้ำ

สุดท้ายแล้วการแก้ไขปัญหานี้ คงต้องเป็นการร่วมมือกับแบบ 3 ประสานคือ ครอบครัว โรงเรียน และภาครัฐที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย ที่ต้องร่วมมือกัน มีความเข้าใจเดียวกัน จะทำให้การแก้ไขในระยะยาวเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าเกิดเห็นไม่ตรงกัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ให้ความร่วมมือ ความพยายามที่จะแก้ปัญหาตรงจุดนี้ก็คงจะไม่สำเร็จ เหมือนกับปัญหาอื่นๆ ที่ผ่านมา ที่กลายเป็นวัวหายล้อมคอก ถอดบทเรียนร่ำไปแต่ไม่เคยนำมาใช้ได้อย่างจริงจัง.

ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน