เมื่อวันที่ 14 ส.ค. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.) ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เป็นประธานว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายรองที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานระบบตั๋วร่วม จำนวน 10 ฉบับ จากทั้งหมด 16 ฉบับ ซึ่งหลังจากนี้จะทยอยประกาศใช้ต่อไป โดยกฎหมายใดที่เป็นกฎกระทรวง ก็ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป คาดว่าจะประกาศใช้ประมาณเดือน ต.ค.2569 ขณะที่ฉบับใดเป็นประกาศกระทรวง ทางกระทรวงคมนาคม สามารถประกาศใช้ได้เลย คาดว่าจะประมาณเดือน ก.ย.2569

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังมอบให้ฝ่ายเลขานุการ และคณะกรรมการตามมาตรา 31 เร่งเจรจากับผู้รับสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าในการดำเนินมาตรการค่าโดยสารร่วม 17-45 บาท ไม่ให้กระทบสัญญาสัมปทาน รวมทั้งต้องหารือส่วนแบ่งที่จะให้รัฐ ในกรณีที่ผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้นกว่าคาดการณ์การเติบโตในแต่ละปีด้วย คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้ผู้โดยสารเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ทั้งนี้ในหลักการกรณีเดินทางข้ามสาย ผู้โดยสารต้องไม่เสียค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว โดยในการใช้บริการจะหักราคาค่าโดยสารเต็มก่อน จากนั้นจะคืนส่วนที่เกินจาก 45 บาทให้ผู้โดยสาร ทั้งนี้จะให้สิทธิค่าโดยสารร่วม 17-45 บาท เฉพาะผู้ที่ใช้บัตร EMV และเป็นคนไทยเท่านั้น

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันที่ประชุมยังมอบให้กระทรวงคมนาคม เร่งหารือกับกระทรวงการคลัง ในการคัดเลือกหน่วยงานที่จะมาดำเนินการ Clearing House ซึ่งอาจจะไม่ได้ใช้วิธีการเปิดทั่วไป เพราะระยะเวลาในการดำเนินการจำกัด เนื่องจากต้องเริ่มมาตรการกับรถไฟฟ้าทุกสายในวันที่ 1 ม.ค.2570 ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีเชิญผู้ที่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการ เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นธนาคารกรุงไทย เพราะรัฐมีหุ้นส่วนในธนาคาร และถือว่ามีความเหมาสม มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการ EMV ให้กับระบบขนส่งมวลชนต่างๆ แต่ทั้งนี้ต้องหารือกับกระทรวงการคลังก่อน และต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า เบื้องต้นกระทรวงคมนาคมได้วางกรอบเวลาดำเนินการ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในทุกเรื่องประมาณปลายเดือน พ.ย.2569 จากนั้นเดือน ธ.ค.2569 จะเริ่มทดสอบระบบ ก่อนจะให้เริ่มใช้จริงในวันที่ 1 ม.ค.2570 อย่างไรก็ตามส่วนของรถไฟฟ้าสายสีเขียว และสายสีทอง ที่ต้องติดตั้งเครื่องอ่านบัตร EMV นั้น ทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังมีข้อกังวลว่าจะดำเนินการติดตั้งอย่างไรในระหว่างที่ยังโอนรถไฟฟ้าทั้ง 2 สายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งเบื้องต้นหากโอนยังไม่แล้วเสร็จจะให้ กทม. ดำเนินการติดตั้งไปก่อน แต่หากโอนแล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือนนี้ ก็จะเป็น รฟม. ที่เป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ในระยะยาวจะต้องติดตั้ง EMV ทุกประตูทางเข้า และในอนาคตจะรองรับ QR Code ด้วย แต่ในระยะแรกอาจจะติดตั้งเป็นบางช่องก่อน

ผู้สื่อข่าวถามถึงวงเงินชดเชยที่จะใช้ดำเนินมาตรการค่าโดยสาร 17-45 บาทต่อเที่ยว นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ยังอยู่ระหว่างการสรุปตัวเลข และหาแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ชดเชย เบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4 พันล้านบาทต่อปี โดยแหล่งเงินชดเชยนั้น ต้องพิจารณาก่อน ในช่วงแรกมีความเป็นไปได้ที่จะใช้งบกลาง ทั้งนี้เงินชดเชยปีละ 4 พันล้านบาท ยังดีกว่าการไปซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า เพราะทั้งระบบต้องใช้เงินราว 2 แสนล้านบาท และยังมีดอกเบี้ย 2% หรือประมาณ 4 พันล้านบาท ใกล้เคียงกับวงเงินชดเชยค่าโดยสารที่ประเมินไว้ จึงเลือกใช้วิธีชดเชยค่าโดยสารในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อเดินหน้าค่าโดยสารร่วม 17-45 บาท และรอทบทวนเมื่อสัมปทานรถไฟฟ้าสิ้นสุดลง



