จากนโยบายควบคุมอาวุธปืนขั้นเด็ดขาดของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้คุมเข้มการใช้อาวุธปืน

โดยเตรียมประกาศมาตรการห้ามนำอาวุธปืนออกจากบ้าน 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีการผ่อนปรนแม้กระทั่งกับกลุ่มนักกีฬานั้น

เรื่องนี้ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการกีฬายิงปืนไทย

เจตนารมณ์ของรัฐบาลในการลดความรุนแรงและปราบปรามอาชญากรรมในสังคมเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธได้

ทว่าการบังคับใช้กฎหมายแบบ “เหมารวม” โดยไม่แยกแยะระหว่าง “อาวุธร้ายแรงนอกระบบ” กับ “อุปกรณ์กีฬาภายใต้ระบบทะเบียน” กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาที่ทำลายโอกาสของนักกีฬาไทย

“พกพา” กับ “นำพา”

ความสับสนที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนี้คือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับลักษณะการใช้งานอาวุธปืนของนักกีฬา

ในทางปฏิบัติและข้อกฎหมายสากล มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างคำว่า พกพา กับ นำพา

การพกพา (Carry): คือการพกอาวุธปืนติดตัวในลักษณะที่พร้อมใช้งานทันทีเพื่อป้องกันตัวหรือประสงค์ร้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการควบคุม

การนำพา (Transport): คือการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์กีฬาจากที่พำนักไปยังสนามฝึกซ้อม ซึ่งนักกีฬายิงปืนภายใต้การรับรองของสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย มีวินัยในการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด

นายยุทธนา ผาณิตพิเชฐวงศ์ นายกสมาคมกีฬายิงเป้าบินแห่งประเทศไทย อธิบายว่า อุปกรณ์กีฬาประเภทปืนยาวเป้าบินมีลักษณะเป็นปืนลูกซองยาวร่วม 1 เมตร ทำให้ไม่มีทางจะพกพาเพื่อไปก่อเหตุอาชญากรรมได้

ส่วนในการเดินทาง นักกีฬาจะถอดแยกชิ้นส่วนประกอบ จัดเก็บอย่างปลอดภัยในกระเป๋าเฉพาะ ที่มีระบบล็อกหนาแน่น และวางไว้แยกจากเครื่องกระสุนอย่างเด็ดขาดเพื่อนำตรงไปยังสนามฝึกซ้อมเท่านั้น

การห้ามนักกีฬานำปืนออกจากบ้านจึงเสมือนการตัดสิทธิ์ไม่ให้นักกีฬาได้เข้าถึงอุปกรณ์ฝึกซ้อมของตนนั่นเอง

“ฝากปืนไว้ที่สนาม” ทำได้จริงหรือ?

แม้จะมีข้อเสนอทางเลือก เช่น การบังคับให้นักกีฬาฝากอาวุธปืนไว้ที่สนามยิงปืนแบบถาวร และห้ามนำกลับบ้านเด็ดขาด

ทว่าในความเป็นจริง มาตรการนี้สร้างข้อจำกัดหลายประการที่แทบเป็นไปไม่ได้.อย่างแรกเลยคือข้อจำกัดด้านสถานที่ฝึกซ้อม

กีฬาบางประเภท เช่น ยิงเป้าบิน มีสนามที่ได้มาตรฐานสำหรับการฝึกซ้อมระดับสากลเพียง 3-4 สนามเท่านั้น (เช่น สนามหัวหมาก กทม., ปทุมธานี, ราชบุรี, เชียงใหม่ และกาญจนบุรี)

หากนักกีฬาจากต่างจังหวัด ไม่สามารถนำพาปืนกีฬาของตนข้ามพื้นที่เพื่อมาฝึกซ้อมที่สนามได้ นักกีฬาจากท้องถิ่นภูมิภาคจะหมดโอกาสได้แข่งขันทันที

อย่างที่ 2 คือลักษณะเฉพาะของอุปกรณ์

อุปกรณ์กีฬาอย่าง “ปืน” ที่ใช้แข่งเพื่อความเป็นเลิศ ไม่ใช่สินค้าอุปโภคทั่วไป แต่เป็น “อุปกรณ์เฉพาะบุคคล” ที่ผ่านการวัดขนาดสรีระ ปรับน้ำหนักไกปืน และแต่งพานท้ายให้เข้ากับโครงสร้างร่างกายของนักกีฬาอย่างละเอียด

ส่วนวใหญ่มีมูลค่าสูงตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท ซึ่งนักกีฬาส่วนใหญ่ต้องจัดหาด้วยงบประมาณส่วนตัวทั้งสิ้น

การบังคับให้ฝากอุปกรณ์ที่มีมูลค่าและมีความละเอียดอ่อนแบบนี้ ไว้ในสนามยิงปืนโดยไม่มีระบบรักษาความปลอดภัย และผู้รับผิดชอบ จึงจะสร้างความกังวลใจอย่างมากนักกีฬาแน่นอน

วิกฤตศรัทธาระดับโลก

ผลกระทบจากมาตรการนี้ ไม่ใช่อะไรที่ไกลเลย แต่เป็นวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน หรือเดือนหน้านี้เอง

เพราะช่วงนั้น เราจะมีทัวร์นาเมนต์สำคัญที่เตรียมการล่วงหน้ามาเป็นปีรออยู่ ไม่ว่าจะเป็น

การแข่งขัน “Kings Cup 2026” ที่สมาคมกีฬายิงปืนรณยุทธแห่งประเทศไทย มีกำหนดจัดชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทยชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจะมีนักกีฬาต่างชาติกว่า 100 คน และนักกีฬาไทยอีกกว่า200 คน ลงแข่งขัน

เมื่อมีคำสั่งห้ามนำปืนออกนอกเคหสถาน และมาตรการนำเข้าประเทศ ที่คลุมเครือทำให้นักกีฬากับสมาคมฯ มืดแปดด้านว่าจะนำปืนเข้ามาแข่งขันได้อย่างไร

และหากต้องยกเลิก ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายเชิงพาณิชย์และชื่อเสียงของประเทศที่เกิดขึ้น

นอกจากนั้น อีกไม่นานนี้ ยังจะมีการแข่งขันชิงแชมป์โลก ที่กรีซ ในเดือนเดียวกัน

นักกีฬายิงปืนรณยุทธของไทยมีกำหนดการเดินทางไปแข่งขันชิงแชมป์โลก ซึ่งนักกีฬาได้ชำระค่าใช้จ่าย และเก็บตัวฝึกซ้อมอย่างหนัก

หากไม่สามารถนำปืนออกจากบ้านเพื่อฝึกซ้อมได้ โอกาสในการคว้าเหรียญของไทย ซึ่งปัจจุบัน เรามีนักกีฬาดีกรีแชมป์โลกเยาวชนอายุ 18 ปี และนักกีฬาระดับท็อป 5 ของโลกในหลายดิวิชั่น ก็อาจต้องปิดฉากลงทันที

ทางออก

การแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยสาธารณะไม่จำเป็นต้องแลกด้วยการทำลายวงการกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติมาอย่างยาวนาน

ทางออกที่พอจะเป็นไปได้ และปฏิบัติได้จริวสำหรับรัฐบาลก็คือ “การควบคุมอย่างเป็นระบบ” แทนการห้ามแบบเหมารวม.ยกตัวอย่างเช่น การออกใบอนุญาตนำพาเพื่อการกีฬา

รัฐบาลควรประสานงานร่วมกับสมาคมกีฬายิงปืนทั้ง 3 สมาคม เพื่อออกเอกสารรับรองที่ระบุชื่อนักกีฬา หมายเลขทะเบียนปืน เส้นทางการเดินทาง และระยะเวลาที่ชัดเจน

เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ทันที

อีกอย่างคือ การพุ่งเป้าปราบปรามอาวุธปืนนอกระบบ

รัฐบาลควรจัดการควบคุมช่องทางการซื้อขายปืนเถื่อน และปืนที่ไม่มีใบอนุญาต ซึ่งเป็นต้นตอของอาชญากรรมมากกว่าการเหมารวม หรือเพ่งเล็งมาที่อุปกรณ์กีฬาอย่าง “ปืน” ที่อยู่ในระบบทะเบียน ป.๔ อย่างถูกกฎหมาย

หากรัฐบาลยอมเปิดใจรับฟังเสียงสะท้อนจากคนกีฬา และสมาคมกีฬาที่เกี่ยวข้อง ออกกฎหมายที่เหมาะสม และลงมือปราบปรามปืนเถื่อนอย่างจริงจัง

ประเทศไทยจะรักษาได้ทั้ง ความปลอดภัยของสังคม และ อนาคตของวงการยิงปืน.

ภาพ Gettyimages