เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่วิทยาลัยสหวิทยาการ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนตำรวจภูธรภาค 8 จ.สุราษฎร์ธานี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน กรมสรรพากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ สนธิกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 300 นาย เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 7” ในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เดินหน้ากวาดล้างกลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยคนไทยถือหุ้นแทนและใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเข้าครอบครองที่ดินหรือประกอบธุรกิจโดยมิชอบ

ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการขยายผลจากแนวทาง “เกาะพะงันโมเดล” โดยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการในเกาะสมุยทั้งหมด 12,906 บริษัท พบว่ามีบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติ 8,254 บริษัท และมีบริษัทที่มีลักษณะอาจเข้าข่ายการเป็นนอมินีถึง 875 บริษัท ก่อนคัดกรองเชิงลึกจนพบกลุ่มเป้าหมายต้องสงสัยรวม 61 บริษัท
จากการตรวจสอบพบว่าเครือข่ายดังกล่าวครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 42 แปลง เนื้อที่กว่า 33 ไร่ มูลค่าทรัพย์สินรวมประมาณ 1,500 ล้านบาท นำไปสู่การร้องทุกข์ดำเนินคดี 60 คดี มีผู้ต้องหาเกี่ยวข้อง 88 คน แบ่งเป็นคนไทย 26 คน และชาวต่างชาติ 62 คน ขณะที่พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเกาะสมุย ออกหมายค้น 37 หมาย และหมายจับชาวต่างชาติอีก 62 หมาย
การปฏิบัติการครั้งนี้มุ่งตรวจสอบเครือข่ายสำคัญ 5 กลุ่ม ซึ่งมีพฤติการณ์แตกต่างกัน ตั้งแต่การใช้คนไทยถือหุ้นแทนเพื่อซื้อและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การสร้างและปล่อยเช่าวิลล่าหรู การประกอบกิจการโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็กโดยไม่ได้รับอนุญาต การจัดตั้งบริษัทเพื่อใช้เป็นช่องทางขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน ไปจนถึงการจัดตั้งบริษัทบังหน้าเพื่อซื้อที่ดินและประกอบกิจการโรงแรมโดยไม่มีใบอนุญาต

เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดเอกสารจดทะเบียนบริษัท เอกสารบัญชี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก เพื่อนำไปตรวจสอบเส้นทางการเงินและขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงผู้ประกอบวิชาชีพที่อาจมีส่วนช่วยเหลือในการจัดตั้งโครงสร้างนอมินี
นายพลพีร์ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย คือการจัดระเบียบเมืองท่องเที่ยวและ “ทวงคืนผืนดินไทย” จากการถือครองโดยมิชอบ พร้อมสร้างกติกาที่ชัดเจนว่า นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจอย่างสุจริตและถูกกฎหมายจะได้รับการส่งเสริมและคุ้มครอง แต่ผู้ที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ใช้นอมินี หรือแย่งอาชีพคนไทย จะถูกดำเนินการอย่างเด็ดขาด
รัฐบาลเตรียมขยายมาตรการตรวจสอบไปยังจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ทั้งสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ พังงา ชลบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เพื่อป้องกันปัญหาการครอบครองที่ดินและธุรกิจโดยมิชอบ พร้อมเดินหน้าตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หากพบหลักฐานการเอื้อประโยชน์จะดำเนินคดีโดยไม่มีข้อยกเว้น

ด้าน พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยว่า ได้รายงานผลปฏิบัติการให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รับทราบ โดยนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ดำเนินการกับเครือข่ายนอมินีอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมขยายผลไปยังผู้ที่ให้การช่วยเหลือ สนับสนุน หรือให้คำแนะนำในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย รวมถึงบริษัทกฎหมายและสำนักงานบัญชีที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อ นอกจากนี้ ยังเตรียมประสานองค์กรวิชาชีพเพื่อพิจารณาด้านมรรยาทของทนายความและนักบัญชี หากพบว่ามีพฤติการณ์ช่วยเหลือการกระทำผิด เพื่อสกัดไม่ให้เครือข่ายดังกล่าวสามารถกลับมาจัดตั้งบริษัทในรูปแบบเดิมได้อีก
พล.ต.อ.สำราญ ย้ำว่า การปราบปรามนอมินีไม่ได้มีเป้าหมายต่อต้านชาวต่างชาติหรือการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะรัฐบาลยังคงสนับสนุนการลงทุนและการท่องเที่ยวเต็มที่ แต่ผู้ลงทุนต้องดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช้คนไทยเป็นเครื่องมือในการถือครองที่ดินหรือสวมสิทธิประกอบธุรกิจที่กฎหมายสงวนไว้
สำหรับผลการดำเนินงานก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบบริษัทและเครือข่ายนอมินีในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญต่อเนื่องหลายเฟส มีการออกหมายจับจำนวนมาก และยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดมูลค่าหลายพันล้านบาท โดยเกาะสมุยและเกาะพะงันถูกใช้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการบูรณาการฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงานเพื่อตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น เส้นทางการเงิน และการถือครองที่ดินอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้นายพลพีร์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า จากการลงพื้นที่เกาะสมุยพบว่ารูปแบบของธุรกิจนอมินีมีความซับซ้อนและพลิกแพลงมากขึ้น จากเดิมที่เน้นการใช้คนไทยถือหุ้นแทนเพื่อครอบครองที่ดิน วันนี้มีทั้งการจัดตั้งบริษัทหลายชั้น การปล่อยเช่าระยะยาว 30 ปี การนำวิลล่าและบ้านพักไปปล่อยเช่าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงการทำธุรกิจโรงแรมและสถานบริการโดยไม่มีใบอนุญาต
บางกรณียังพบการรับชำระเงินจากลูกค้าต่างชาติทั้งทางออนไลน์และเงินสด โดยผู้รับเงินเป็นชาวต่างชาติ ทำให้เส้นทางรายได้ไม่เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องและอาจเกี่ยวข้องกับการหลีกเลี่ยงภาษี ขณะที่สถานที่ให้บริการบางแห่งไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมหรือใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นการกระทำผิดหลายส่วนพร้อมกัน
นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่จะขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน บุคคลที่เกี่ยวข้อง และโครงสร้างการถือหุ้นทั้งหมด โดยเฉพาะกรณีที่พบชื่อคนไทยเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นหลายบริษัท แต่ฐานะทางการเงินไม่สอดคล้องกับมูลค่าการลงทุน ซึ่งเป็นหนึ่งในพฤติการณ์สำคัญที่อาจบ่งชี้ถึงการเป็นนอมินี
“บางคนมีชื่อเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นหลายบริษัท แต่เมื่อไปตรวจสอบจริงกลับพบว่าไม่มีศักยภาพทางการเงินที่จะลงทุนในระดับหลายล้านบาทได้ ตรงนี้ต้องตรวจสอบให้ชัดว่าใครเป็นเจ้าของเงินที่แท้จริง ใครเป็นผู้ควบคุมธุรกิจ และมีการใช้ชื่อคนไทยเป็นเครื่องมือเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือไม่” นายพลพีร์ กล่าว

นายพลพีร์ กล่าวยืนยันว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเล่นงานชาวต่างชาติหรือสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง เพราะประเทศไทยยังต้องการการลงทุนและนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ แต่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทยอย่างเท่าเทียม หากเข้ามาลงทุนอย่างถูกต้อง รัฐพร้อมสนับสนุน แต่หากใช้ช่องโหว่กฎหมาย ใช้คนไทยเป็นนอมินี หรือประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องถูกดำเนินคดี สิ่งที่กระทรวงมหาดไทยกังวลอย่างมาก คือการที่ทุนต่างชาติบางกลุ่มมีเงินทุนสูงกว่า และเมื่อประกอบธุรกิจนอกระบบ ไม่เสียภาษี หรือไม่ต้องแบกรับต้นทุนจากการขอใบอนุญาตและมาตรฐานความปลอดภัย ก็สามารถตั้งราคาค่าบริการต่ำกว่าผู้ประกอบการไทยได้ ส่งผลให้คนไทยที่ทำธุรกิจอย่างถูกกฎหมายแข่งขันได้ยาก
รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ดังนั้น การปราบนอมินีจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการถือครองที่ดิน แต่เป็นเรื่องของการปกป้องระบบเศรษฐกิจ ปกป้องผู้ประกอบการไทย และทำให้การแข่งขันอยู่บนกติกาเดียวกัน โดย นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี รับปากจะเร่งแก้ไขปัญหา ที่ผิดกฎหมายประมาณ 100 เคส ให้จบในเดือนส.ค.นี้ ส่วนบริษัทที่สุ่มเสี่ยงเข้าข่ายนอมินี จะเร่งให้แล้วเสร็จใน 90 วัน
นายพลพีร์ กล่าวว่า ในกรณีอาคารหรือโรงแรมที่ก่อสร้างและเปิดใช้งานผิดกฎหมาย กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจสั่งห้ามใช้อาคาร หากยังฝ่าฝืนจะดำเนินคดี และหากกระบวนการถึงที่สุดและศาลมีคำสั่ง ก็สามารถดำเนินการรื้อถอนตามกฎหมายได้พร้อมกันนี้ กระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างทบทวนกฎหมายและกฎกระทรวงบางส่วนที่อาจล้าสมัย เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการที่ตั้งใจทำให้ถูกกฎหมายสามารถเข้าสู่ระบบได้ง่ายขึ้น แต่ระหว่างที่กฎหมายยังมีผลใช้บังคับ ทุกฝ่ายจำเป็นต้องปฏิบัติตาม
“เราไม่ได้มองเฉพาะการจับกุมอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่ากฎหมายตรงไหนเป็นอุปสรรคกับคนที่อยากทำให้ถูกต้อง เราก็ต้องรับฟัง แต่คนที่จงใจเลี่ยงกฎหมาย เปิดธุรกิจมา 6-7 ปีโดยไม่เคยยื่นขออนุญาตเลย แบบนี้ก็ต้องดำเนินการ” นายพลพีร์ กล่าว



