จากการลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศบริเวณชายหาด พบชาวบ้านนำอุปกรณ์มาเก็บหอยพิมพ์กันอย่างคึกคัก หอยมีขนาดใหญ่มากขนาด 6-7 ตัวโล ชาวบ้านเข้าไปหาหอยฝังตัวลึกประมาณหัวเข่า  (แต่ปกติหอยชนิดนี้จะฝังตัวลึกประมาณ 2 ฟุต)  บางรายได้หอยกลับไปหลายสิบกิโลกรัม ส่งผลให้มีเงินสะพัดในชุมชนจากการขายสดหน้าหาดประเมินรวมไม่ต่ำกว่าวันละ 200,000 บาท

“บังมุด” ชาวบ้านปากบารา เล่าด้วยความประหลาดใจว่า หอยชนิดนี้ท้องถิ่นเรียกว่าหอยการัง หรือภาคกลางเรียกหอยพิมพ์ ปรกติเป็นหอยพื้นถิ่นที่อาศัยฝังตัวอยู่ในโคลนลึกใต้ดินถึง 2 ฟุต ลำพังเพียงคลื่นลมทะเลตามปรกติไม่สามารถซัดขึ้นมาบนฝั่งได้ แต่ปีนี้ถือว่าผิดปกติมากเพราะมีหอยขึ้นมาเต็มชายหาดเยอะอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

สำหรับคุณค่าทางเศรษฐกิจและการปรุงอาหาร หอยการังเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยราคาขายสดหน้าหาดอยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท และราคาขายปลีกทั่วไปกิโลกรัมละ 80 บาท โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าจากมารับซื้อถึงหน้าหาดเพื่อนำไปแปรรูปเป็น “หอยพิมพ์แดดเดียว” ซึ่งเมื่อนำไปผ่านกระบวนการถนอมอาหารเป็นหอยแดดเดียวแล้วจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นจนสามารถ ขายได้สูงถึงกิโลกรัมละ 1,000 บาท เลยทีเดียว ส่วนการปรุงสด ชาวบ้านนิยมนำไปลวกก่อนนำไปผัดกะเพรา ผัดฉ่า หรือทำต้มยำและแกงจืด ซึ่งให้รสชาติหวานนุ่มเป็นเอกลักษณ์

รู้จัก “หอยการัง / หอยพิมพ์” ดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ หอยการัง หรือ หอยพิมพ์ (Angel Wing Shell) มีลักษณะเด่นคือตัวใหญ่เกือบเท่าฝ่ามือ เปลือกสองฝาสีขาวอมเทาเปราะบาง ทรงยาวโค้งคล้ายปีกนก ผิวเปลือกมีลายริ้วตะไบชัดเจนสำหรับใช้ขุดเจาะ

พฤติกรรมและการอยู่อาศัย: เป็นหอยประเภทเจาะฝังตัว (Boring Bivalve) อาศัยตามหาดโคลน เลน หรือโคลนแข็งปนทรายในเขตน้ำขึ้น-น้ำลง และป่าชายเลนแถบชายฝั่งอันดามัน เช่น สตูล ตรัง กระบี่ ภูเก็ต พังงา และระนอง

ความสำคัญทางระบบนิเวศ: หอยชนิดนี้มีความไวต่อสารพิษและการเปลี่ยนแปลงของตะกอนดิน การพบหอยการังจำนวนมากจึงเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญถึงความอุดมสมบูรณ์ของสมดุลธรรมชาติและป่าชายเลนในพื้นที่