เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงพื้นที่เชิงรุกเพื่อติดตามและตรวจสอบการดำเนินโครงการอาหารกลางวันของนักเรียน จำนวน 6 โรงเรียน ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

จากการตรวจสอบโรงเรียนที่ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า พบข้อสังเกตและความผิดปกติที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม 5 ประการ

1. เอกสารการเบิกจ่ายไม่ครบถ้วน เอกสารบางรายการไม่สามารถค้นหาได้ การจัดเก็บไม่เป็นระบบ และผู้รับผิดชอบไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้อย่างชัดเจน

2. ประเด็นการเบิกจ่ายหลังปิดภาคเรียน พบกรณีโรงเรียนปิดภาคเรียนแล้ว แต่ยังมีการเบิกจ่ายค่าอาหารต่ออีกประมาณ 1 เดือน โดยมีการชี้แจงว่านำเงินไปใช้จัดซื้อสิ่งของอื่น เช่น ตู้เย็น ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องตามระเบียบต่อไป

3. เงินเหลือจ่ายไม่ได้ส่งคืน พบประเด็นเงินเหลือจ่ายจากโครงการไม่ได้ส่งคืนตามระเบียบ และมีข้อมูลว่าเกิดการสะสมต่อเนื่องหลายปี ขณะที่ไม่สามารถระบุยอดเงินเหลือจ่ายของแต่ละปีได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเอกสารไม่ครบถ้วน

4. ความแตกต่างของอาหารเมื่อเทียบการตรวจ 2 รูปแบบ เมื่อเปรียบเทียบโรงเรียนที่ได้รับแจ้งล่วงหน้ากับโรงเรียนที่ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า พบความแตกต่างทั้งด้านปริมาณและคุณภาพของอาหารกลางวันอย่างเห็นได้ชัด เป็นประเด็นที่ควรติดตามตรวจสอบอย่างจริงจัง

5. ปัญหาน้ำดื่มสำหรับนักเรียน ยังพบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับน้ำดื่มบริเวณโรงอาหาร โดยเฉพาะเด็กเล็ก หลังรับประทานอาหารแล้วไม่มีน้ำดื่มเพียงพอ ขณะที่บริเวณใกล้เคียงมีการจำหน่ายน้ำและอาหาร เรื่องนี้ไม่ควรมองข้าม เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพและสวัสดิภาพของเด็ก

จากข้อมูลการร้องเรียนหลายกรณี ยังมีข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการสั่งการจากผู้บริหารมายังครูและบุคลากรระดับปฏิบัติ ซึ่งบางรายอาจอยู่ในสถานะที่ไม่สามารถปฏิเสธคำสั่งได้ สำนักงาน ป.ป.ช. จึงส่งเสริมให้ครูและบุคลากรส่งข้อมูลและหลักฐานผ่านช่องทางที่ปลอดภัย โดยจะมีมาตรการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้มีอำนาจสั่งการต้องรับผิดชอบตามกฎหมายอย่างแท้จริง ไม่ปล่อยให้ผู้ปฏิบัติงานระดับล่างต้องรับผิดเพียงลำพัง ภายใต้หลักการ “อาหารของเด็กไม่ควรดีเฉพาะวันที่มีคนมาตรวจ และครูตัวเล็ก ๆ ไม่ควรต้องรับผิดแทนผู้สั่งการ”

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามและตรวจสอบการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน ตามมาตรการ “เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน” ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบมาตรการดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 และต่อมาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ครม. มีมติรับทราบ พร้อมมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวง อว. สตง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามข้อเสนอของ ป.ป.ช.

โครงการอาหารกลางวันมีเป้าหมายสำคัญ คือให้นักเรียนได้รับอาหารที่มีคุณภาพ เพียงพอ และครบถ้วนตามหลักโภชนาการ แต่ที่ผ่านมา ยังพบความเสี่ยงทั้งด้านการบริหารงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง การจัดทำเอกสาร และการควบคุมตรวจสอบ สำนักงาน ป.ป.ช. จึงให้ความสำคัญกับความเสี่ยงหลัก 3 ด้าน ได้แก่

1. ความเสี่ยงด้านการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้เงินไม่ตรงวัตถุประสงค์ ต้องกำกับให้การใช้จ่ายเป็นไปตามระเบียบ เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ และเพิ่มความโปร่งใสในการเผยแพร่เมนูและภาพอาหารประจำวัน


2. ผู้ปฏิบัติงานขาดความรู้และความเข้าใจ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่มีบุคลากรจำกัด จึงควรพัฒนาความรู้และทักษะด้านการจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารโครงการ และการใช้งานระบบ Thai School Lunch อย่างต่อเนื่อง

3. การกำกับ ตรวจสอบ และติดตามยังไม่ต่อเนื่อง จำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับติดตาม บูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมตรวจสอบในประเด็นที่มีความเสี่ยง

การลงพื้นที่ของสำนักงาน ป.ป.ช. สุราษฎร์ธานี จึงเป็นการทำงานเชิงรุก เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณอาหารกลางวันเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดกับนักเรียน