เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ(ทสภ.) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ พร้อมด้วยนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม ร่วมคณะนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ทสภ. พร้อมประชุมหารือบูรณาการความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการหาแนวทางยกระดับประสบการณ์ และอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความแออัดในช่วงเวลาเร่งด่วน การเพิ่มประสิทธิภาพขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง และการสร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่นักเดินทางเดินทางถึงประเทศไทย

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือร่วมกันในการแก้ไขระยะสั้น รวมทั้งแผนระยะกลาง และระยะยาว  เพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสาร และนักท่องเที่ยว รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว(ไฮซีซัน) ซึ่งมาตรการระยะสั้น จะมีการขยายการใช้งานเครื่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Auto Gate) ให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้นอีก 31 ประเทศ จากปัจจุบัน  2 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ และฮ่องกง รวมเป็น 33 ประเทศ โดยปัจจุบันมีผู้โดยสารต่างชาติใช้งาน Auto Gate ไม่ถึง 10% หากขยายการใช้งานเพิ่มขึ้นอีก 31 ประเทศ คาดว่าจะช่วยเพิ่มสัดส่วนการใช้งานเป็น 50% จะช่วยลดความหนาแน่น และระบายผู้โดยสารได้รวดเร็วขึ้น

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ทสภ. มีอาคารผู้โดยสารเดียว (Single Terminal) ทำให้ผู้โดยสารทั้งหมดมารวมกันที่ประตูเดียว ส่งผลให้เกิดคิวสะสมหนาแน่นในช่วงเวลาที่เที่ยวบินลงพร้อมกัน นอกจากนี้จากการประชุมหารือร่วมกัน ยังมีแนวคิดเร่งหากิจกรรมต่างๆ ให้กับผู้โดยสารขาเข้าทำระหว่างรอคิวตรวจคนเข้าเมือง เพื่อลดความตึงเครียด และช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายระหว่างรอคิวบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองด้วย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีผู้โดยสารหนาแน่น อาทิ ร้านค้าปลอดอากร (Duty Free) ขาเข้า ร้านอาหาร หรือกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ทั้งนี้ในส่วนของนำ Duty Free ขาเข้ากลับมาให้บริการ ยังอยู่ระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สสค.) พิจารณา ก่อนเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการระยะยาว ที่ประชุมมอบให้กระทรวงคมนาคม หารือกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำพื้นที่ของอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) มาใช้ทำเป็นจุดตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มเติมจากอาคารผู้โดยสารหลัก และเมื่อผู้โดยสารผ่าน ตม. ที่อาคาร SAT-1 แล้ว ให้ผู้โดยสารสามารถไปยังสายพานรับกระเป๋าที่อาคารผู้โดยสารหลักได้เลย โดยไม่ต้องผ่านจุด ตม. ของอาคารผู้โดยสารหลัก ซึ่งจะช่วยลดความหนาแน่นได้ อย่างไรก็ตามในเร็วๆ นี้ กระทรวงคมนาคมจะเร่งผลักดันโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) เสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณา ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 70 ล้านคนต่อปี จะใช้เวลาก่อสร้างปี 2570 – 2574

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ทสภ. เป็นประตูแรกในการต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยในปี 2568 ทสภ. มีผู้โดยสาร 62.90 ล้านคน และมีเที่ยวบิน 370,823 เที่ยวบิน และในปี 2569 คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณผู้โดยสาร 61.85 ล้านคน และมีเที่ยวบิน 368,959 เที่ยวบิน สำหรับการแก้ปัญหาความแออัด และอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร กระทรวงคมนาคมจะเร่งดำเนินการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร ทั้งขาเข้า และขาออก โดยทอท. มีแผนเพิ่มพื้นที่เช็กอินสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางเป็นหมู่คณะ และผู้โดยสารที่มาถึงสนามบินล่วงหน้า ขนาดพื้นที่ประมาณ 2,250 ตารางเมตร

สามารถรองรับที่นั่งผู้โดยสารประมาณ 610 ที่นั่ง พร้อม CUSS Kiosk 18 จุด และเคาน์เตอร์เช็กอิน 8 จุด รวมทั้งพื้นที่สำหรับ Repack กระเป๋า จุดประชาสัมพันธ์ จุดรักษาความปลอดภัย ร้านค้า จุดคืนภาษี จุดเติมน้ำดื่ม จุดชาร์จ และห้องสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นการยกระดับการให้บริการ และเพิ่มความสะดวกสบายแก่นักท่องเที่ยว จะทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจ และมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้จะมีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารทิศใต้ (South Terminal) เพิ่มขีดความสามารถ ทสภ. ให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นเป็น 120 ล้านคนต่อปี ก่อสร้างปี 2572 – 2578 รวมถึงการก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 4 จะเพิ่มขีดความสามารถรองรับเที่ยวบินเป็น 120 เที่ยวบินต่อชั่วโมง คาดว่าเปิดใช้งานปี 2583

นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า ทอท. ยังมีแผนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบท่าอากาศยานของ ทอท. ด้วยการเปิดโอกาสให้เอกชนมาร่วมลงทุนเพื่อต่อยอดรายได้ระยะยาว ซึ่งจากการจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาการพัฒนา ทสภ. สู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) โดยผลการศึกษาภาคเอกชนให้ความสนใจในการเข้ามาร่วมพัฒนาพื้นที่รอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิบนพื้นที่แปลงที่ดิน Airport Business (A37) ที่มีเนื้อที่ประมาณ 548 ไร่ หรือ 876,800 ตารางเมตร(ตร.ม.) ในรูปแบบการเช่า เพื่อสร้างโรงแรมระดับ Upscale และ Midscale เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน และการท่องเที่ยว สำหรับแปลงศูนย์บริการและสนับสนุนกิจการ ทสภ. มีเอกชนซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจ ด้านการขนส่งทางอากาศ ด้านโลจิสติกส์ และบริหารจัดการคลังสินค้า แสดงความประสงค์เข้าลงทุนพัฒนาโครงการขนาดใหญ่

นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า ทอท. ได้วางผังการประโยชน์พื้นที่ว่างเปล่าบริเวณรอบท่าอากาศยานมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมการบิน และการท่องเที่ยว โดยทางทิศใต้จะถูกพัฒนาเป็นศูนย์กลางกิจกรรมสนับสนุนท่าอากาศยาน และการขนส่งทางอากาศ ประกอบด้วย ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ขนาดพื้นที่ 420,800 ตร.ม. คลังสินค้า (Cargo Terminal) ขนาดพื้นที่ 280,000 ตร.ม. กิจกรรมสนับสนุน ขนาดพื้นที่ 539,200 ตร.ม. ซึ่งรวมพื้นที่ครัวการบิน (In-Fight Catering) ขนาดพื้นที่ 40,000 ตร.ม. และโรงแรมสนามบิน (Airport Hotel)

ด้านนายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการ ทสภ. กล่าวว่า ปัจจุบัน ทสภ. ได้ใช้พื้นที่ที่เดิมใช้เป็น Duty Free ประมาณ 60% มาใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้บริการผู้โดยสาร อาทิ จุดบริการรับแจ้ง และติดตามสิ่งของที่สูญหาย หรือลืมไว้ภายในท่าอากาศยาน รวมทั้งได้ทำเป็นจุดพักคอยรองรับผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้น ซึ่งพื้นที่ใดที่นำไปใช้แล้ว ก็ไม่สามารถที่จะนำมาเป็น Duty Free ได้ อย่างไรก็ตาม ทสภ. พยายามพัฒนาทุกด้าน เพื่อยกระดับการให้บริการ โดยล่าสุดได้ร่วมกับฮาเบอร์แลนด์ จัดทำสนามเด็กเล่น บริเวณขาออก ที่อาคาร SAT-1 และที่อาคารผู้โดยสารหลัก คาดว่าจะได้ใช้บริการภายในปี 2569