กรณีการบริหารโทษผู้ต้องขังคดีร้ายแรงกลับมาเป็นประเด็น หลังสังคมวิพากษ์วิจารณ์การลดโทษ พักโทษ และปล่อยตัวก่อนครบกำหนด โดยเฉพาะกรณี “เล่าต๋า แสนลี่” อดีตนักโทษคดียาเสพติดที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษหลายครั้งจนพ้นโทษ และคดี “นายฑนา เกิดทอง” หรือ “ป๋อง” อดีตผู้พ้นโทษที่ถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุฆาตกรรม 5 ศพ เพียง 2 เดือนหลังพ้นโทษ จนนำไปสู่เสียงเรียกร้องให้ทบทวนระบบบริหารโทษและการบังคับใช้โทษประหารชีวิต

ล่าสุด กรมราชทัณฑ์น้อมรับความกังวลของสังคม และอยู่ระหว่างทบทวนหลักเกณฑ์ กฎ ระเบียบ และกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารโทษ โดยเฉพาะผู้ต้องโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต และคดีอุกฉกรรจ์ เพื่อให้การลงโทษเหมาะสมกับความร้ายแรงของคดี ควบคู่หลักสิทธิมนุษยชนและความปลอดภัยของประชาชน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 18 ส.ค. “ทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์” ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม กรณีกรมราชทัณฑ์มีแนวทางและหลักคิดในการปรับปรุงหลักเกณฑ์ กฎ ระเบียบ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารโทษ โดยเฉพาะกรณีผู้ต้องโทษประหารชีวิต ผู้ต้องขังจำคุกตลอดชีวิต และผู้ต้องขังในคดีอุกฉกรรจ์หรือคดีที่มีผลกระทบและสร้างความสะเทือนขวัญต่อสังคม เพื่อให้การบริหารโทษมีความเหมาะสมกับระดับความร้ายแรงของความผิด และเป็นไปตามหลักสัดส่วนของการลงโทษ

ปัจจุบัน กรมราชทัณฑ์อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดข้อกฎหมายภายใน “กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562” ซึ่งเป็นกฎหมายลูกที่ออกมาบังคับใช้ภายใต้ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 โดยเฉพาะในส่วนของ “หมวด 2 การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด” ซึ่งล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการให้ประโยชน์แก่ผู้ต้องขัง ประกอบด้วย

การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีปกติ ตามบทบัญญัติเดิมในกฎกระทรวงฯ จะเป็นการให้เลื่อนตามลำดับชั้น ครั้งละหนึ่งชั้น ตามลำดับการจัดชั้นนักโทษเด็ดขาด

การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีมีเหตุพิเศษ ตามบทบัญญัติเดิมในกฎกระทรวงฯ การพิจารณาเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีมีเหตุพิเศษ นอกจากจะเป็นผู้มีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ มีความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดี หรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษแล้ว จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่านักโทษเด็ดขาดผู้นั้นมีความเสียสละอุทิศตนช่วยเหลือทางราชการ โดยการเข้าต่อสู้ ขัดขวาง หรือป้องกันการหลบหนีของผู้ต้องขังจากเรือนจำ ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำหรือผู้อื่นในขณะที่ตกอยู่ในภาวะอันตรายหรือเสี่ยงอันตราย เข้าทำการป้องกันจับกุมผู้ต้องขังที่ก่อการจลาจลหรือก่อเหตุร้ายขึ้นภายในเรือนจำ หรือทำการดับเพลิงในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้อาคารสถานที่ของเรือนจำ

นอกจากข้อเท็จจริงนี้แล้ว ปลัดกระทรวงยุติธรรมอาจพิจารณาอนุมัติให้นักโทษเด็ดขาดเลื่อนชั้นเป็นกรณีพิเศษ เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงปลอดภัยของรัฐหรือความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศก็ได้ ซึ่งการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีมีเหตุพิเศษอาจเลื่อนชั้นก่อนเวลาหรือเลื่อนข้ามชั้นก็ได้

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดนี้ กรมราชทัณฑ์จึงมีแนวทางและหลักคิดว่า จะสามารถจำกัดไม่ให้ประโยชน์แก่กลุ่มบุคคลบางกลุ่มหรือบางประเภทได้บ้างหรือไม่ อาทิ ผู้ต้องขังคดีโทษร้ายแรง คดีอุกฉกรรจ์ คดีที่มีอัตราโทษสูง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของผู้ต้องขังกลุ่มคดีในความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 หรือกฎหมาย JSOC เช่น คดีฆ่าข่มขืน คดีความผิดทางเพศ คดีเรียกค่าไถ่ หรือรวมไปถึงคดียาเสพติดรายใหญ่ เป็นต้น

ซึ่งล้วนถูกคำพิพากษาศาลให้รับโทษประหารชีวิต แต่จากนั้นเมื่อรับโทษจำคุกมาสักระยะหนึ่ง ก็มักจะมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ จากโทษประหารชีวิตเหลือเป็นจำคุกตลอดชีวิตแทน ซึ่งกรมราชทัณฑ์จะต้องวางแนวทางและหลักเกณฑ์ใหม่ว่า จะทำอย่างไรไม่ให้ผู้ต้องขังในคดีโทษสูงร้ายแรงเหล่านี้ เมื่อได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษจากโทษประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิตแล้ว ได้รับการพิจารณาประโยชน์ในการลดวันต้องโทษ หรือโครงการพักการลงโทษใด ๆ อีก

กล่าวง่าย ๆ คือ ผู้ต้องขังควรรับโทษจำคุกตลอดชีวิตตามที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษมาแล้ว

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรมเผยอีกว่า แม้กรมราชทัณฑ์จะเป็นหน่วยงานบริหารโทษตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมที่ได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกไว้ แต่ก็ต้องพูดกันตามตรงว่า ในการบริหารโทษหรือบังคับโทษของกรมราชทัณฑ์ ล้วนต้องปฏิบัติภายใต้ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 เพราะเป็นกฎหมายที่จะต้องใช้บริหารโทษกับผู้ต้องขังในทุกรายคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีอัตราโทษสูงหรือโทษต่ำก็ตาม

ฉะนั้น หากถึงระยะเวลาตามสัดส่วนที่ผู้ต้องขังรับโทษจำคุกมาแล้ว ต้องได้รับประโยชน์จากการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ หากไม่ปฏิบัติตาม ก็อาจถูกผู้ต้องขังหรือญาติร้องเรียนเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือถูกมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งซ้ำเติมผู้ต้องขังหรือไม่ เพราะกฎหมายได้รับรองไว้ว่าเขาสมควรต้องได้รับประโยชน์ในส่วนนี้ เมื่อรับโทษจำคุกมาได้สัดส่วนแล้ว

ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์จึงเล็งเห็นและมีแนวคิดว่า จะปรับปรุงแก้ไขและทบทวนรายละเอียดภายใน “กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562” โดยเฉพาะในส่วนของการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด เนื่องจากลำดับชั้นของนักโทษย่อมมีผลต่อการพิจารณาประกอบกับระยะเวลารับโทษจำคุกจริงของอัตราโทษทั้งหมด ก่อนจะถูกกลั่นกรองให้เป็น 1 ในรายชื่อของผู้ต้องราชทัณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาเสนอพระราชทานอภัยโทษลดโทษในโอกาสวาระสำคัญ

“เราจึงต้องหาวิธีการปิดช่องว่างตรงนี้ลงไป คาดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะขับเคลื่อนออกมาเป็น ‘กฎกระทรวง’ อีก 1 ฉบับ มาใช้ประกบกับ ‘กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562’ เดิมดังกล่าว”

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรมเผยต่อว่า ในการที่กรมราชทัณฑ์อยู่ระหว่างดูแนวทางและหลักคิดในการออกกฎกระทรวงอีก 1 ฉบับ เพื่อมาอุดช่องว่างเรื่องการปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดนั้น ไม่สามารถทำหรือขับเคลื่อนเพียงหน่วยงานเดียวได้ เพราะในการออกกฎกระทรวงใด ๆ ที่มีผลต่อการบริหารโทษและบังคับใช้กับผู้ต้องขัง จะต้องรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อท้วงติงจากนักสิทธิมนุษยชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และคณะกรรมการราชทัณฑ์ ซึ่งมีผู้แทนจากหลายหน่วยงานร่วมเป็นกรรมการด้วยว่า เห็นด้วยหรือไม่ หรือไม่เห็นด้วยในส่วนใด

เพราะหัวใจสำคัญของการออกกฎกระทรวง 1 ฉบับ เราไม่ได้ออกมาเพื่อเจาะจงไปที่ผู้ต้องขังเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่เราต้องออกกฎกระทรวงเพื่อให้มีรายละเอียดครอบคลุมกับผู้ต้องขังหลายกลุ่ม หลายรายคดี มีผลใช้ได้จริง และกฎกระทรวงก็คือการบังคับใช้กับผู้ต้องขังในขณะที่พวกเขายังอยู่ในเรือนจำ การจะกระทำการใด ๆ ก็ต้องคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และหลักกฎหมายสากลที่ใช้กันทั่วโลกอีกด้วย

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรมกล่าวปิดท้ายว่า ทางกรมราชทัณฑ์ขอให้ความมั่นใจกับสังคมว่า น้อมรับทุกความคิดเห็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์หรือเสนอแนะ เพื่อต้องการให้การบริหารโทษเป็นไปตามความเหมาะสม และสังคมต้องได้รับความปลอดภัยอย่างแท้จริง

จึงมีความเชื่อมั่นว่า แนวทางและหลักคิดที่กรมราชทัณฑ์จะทบทวน ปรับปรุง และแก้ไขผ่านการออกกฎกระทรวงฉบับใหม่นี้ หากท้ายที่สุดคณะกรรมการราชทัณฑ์มีความเห็นชอบ และนักวิชาการกับนักสิทธิมนุษยชนเห็นพ้องต้องกันว่า การจำกัดไม่ให้ประโยชน์ด้านลดโทษ-พักโทษแก่กลุ่มบุคคลบางกลุ่มในคดีโทษสูงหรือโทษร้ายแรง จะช่วยให้การบริหารโทษเป็นไปด้วยดี และไม่เป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพหรือตอกย้ำซ้ำเติมผู้ต้องขังเกินสัดส่วน ก็หวังว่าจะเป็นผลดีต่อสังคมไม่มากก็น้อยต่อไป