จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี 69 ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนเกิดความวิตกกังวลว่า เหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นถี่ขนาดนี้ จะส่งผลถึงประเทศไทยหรือไม่ ทั้งเรื่องของการเกิดแผ่นดินไหวและการเกิดคลื่นสึนามิในจังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน

“ทีมข่าวอาชญากรรม เดลินิวส์” พูดคุยกับ รศ.ดร.ปานนท์ ลาชโรจน์ เลขาธิการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ และอาจารย์ประจำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ถึงกรณีดังกล่าวเพื่อคลายความกังวลและสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชน

รศ.ดร.ปานนท์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วการเกิดแผ่นดินไหวในบริเวณ “วงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก” จะเกิดถี่และเกิดเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ถ้าสังเกตเห็นจากการรวบรวมข้อมูลสถานการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ทั่วโลก ของ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (EARTH: Earthquake Research Center of Thailand) นั้น เป็นข้อมูลที่รวบรวมถึงวันที่ 15 ส.ค. 69 พบเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไป มีจำนวน 11 ครั้ง ใน 9 ประเทศและพื้นที่

จากข้อมูลดังกล่าวจะพบว่า ความพิเศษของแผ่นดินไหวในรอบนี้จะเกิดกระจายไปทั่ววงแหวนแห่งไฟ และมีขนาดใกล้เคียงกันคือขนาด 7.5 ขึ้นไป และเกิดกระจายไปทั่ววงแหวนแห่งไฟ จึงอาจทำให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่แปลกที่เกิดการกระจายแบบนี้ แต่ในความเป็นจริงใน “วงแหวนแห่งไฟ” แผ่นดินไหวจะเกิดบ่อยครั้งอยู่แล้ว ซึ่งบางครั้งจะเป็นการเกิดในขนาดต่ำๆ เช่น ขนาด 4 หรือไปจนถึงขนาด 8 ก็เป็นได้

ทั้งนี้ กลุ่มประเทศวงแหวนแห่งไฟ ก็คือจะเป็นกลุ่มประเทศที่อยู่ในแนวที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของประเทศไทย เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น รัสเซีย สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก โคลอมเบีย ลงมาถึงโซนด้านล่างเหนือ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เป็นต้น

รศ.ดร.ปานนท์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับแผ่นดินไหวขนาด 7 ไปจนถึงขนาด 7.9 ที่อยู่ไกลจากไทยเกิน 2,000 กม.จะไม่มีผลกระทบต่อไทย ส่วนประเด็นเรื่องของการเกิดสึนามินั้น เนื่องจากแนววงแหวนแห่งไฟ จะอยู่ห่างจากอ่าวไทยพอสมควร ดังนั้นหากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.5 จะก่อให้เกิดคลื่นสึนามิ ประมาณไม่เกิน 2 เมตร แต่เนื่องด้วยชายฝั่งของประเทศไทย ซึ่งก็คือชายฝั่งอ่าวไทยของเราอยู่ไกลมาก ก็จะไม่มีคลื่นสึนามิเข้ามาที่ชายฝั่งของเราอย่างแน่นอน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า แล้วจะส่งผลไปยังชายฝั่งทะเลอันดามันด้วยหรือไม่ รศ.ดร.ปานนท์ กล่าวว่า แนววงแหวนแห่งไฟ จะอยู่มาทางฝั่งตะวันออกของประเทศไทย ก็คือทางฝั่งทะเลจีนใต้ ซึ่งจะเป็นคนละแผ่นเปลือกโลกกับฝั่งอันดามัน เพราะฉะนั้นต้องเรียกว่าไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่ระบุว่าเหตุการณ์ 2 ด้านจะมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน สวนทางฝั่งทะเลอันดามันในทะเลมหาสมุทรอินเดียก็ยังคงเฝ้าระวังกันต่อ ทั้งนี้ในมหาสมุทรอินเดีย ถ้าเกิดแผ่นดินไหวประมาณขนาด 7 กว่าๆ เกาะที่อยู่ห่างจากฝั่ง เช่น เกาะสุรินทร์ เกาะพยาม อาจจะมีคลื่นสึนามิได้เล็กน้อย แต่ถ้าแผ่นดินไหวทางมหาสมุทรอินเดีย มีขนาดประมาณ 8 ขึ้นไป ก็ต้องเฝ้าระวังแล้วว่าอาจจะมีคลื่นสึนามิเข้ามาทางฝั่งจังหวัดภาคใต้ของเราได้

ส่วนเหตุผลที่เกิดแผ่นดินไหวล่าสุด ในประเทศอินโดนีเซียแต่ไม่มีการแจ้งเตือนเรื่องสึนามิในจังหวัดที่อยู่ชายฝั่งทะเลอันดามันนั้น รศ.ดร.ปานนท์ กล่าวว่า ในช่วงที่ตนลงไปทำขั้นตอนมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) ให้กับศูนย์เตือนภัยพิบัติเรื่องของการเกิดสึนามินั้น ตำแหน่งแผ่นดินไหวนี้อยู่นอกแนวการแจ้งเตือนภัยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่หน่วยงานรัฐจะทำ คือ กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา จะรายงานเรื่องของการเกิดแผ่นดินไหวเท่านั้น แต่ศูนย์เตือนภัยที่ต้องแจ้งเตือนเรื่องการเกิดคลื่นสึนามิ อย่างระบบ CellBroadcast นั้น ขอบเขตของการเตือนอยู่นอกแนว ซึ่งก็คือปลอดภัย

“จากตำแหน่งของการเกิดแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา ขนาด 7.7 บริเวณชายฝั่งของอินโดนีเซีย เนื่องด้วยตำแหน่งของการเกิดไปอยู่ใกล้กับออสเตรเลียไปแล้ว และถึงแม้เกิดขึ้นในทะเลก็จริง แล้วก็มีคลื่นสึนามิเกิดจริง โดยความสูงของคลื่นประมาณ 2 เมตร แต่ระยะห่างจากจุดที่เกิดมาถึงประเทศไทย มันมีระยะทางที่ไกลมาก และยังมีเกาะต่างๆ ของอินโดนีเซียคอยบล็อก ทำให้การเดินทางของคลื่นกว่าจะมาถึงบ้านเรา ก็ได้สูญเสียพลังงาน ถูกสลายไปเยอะ ทั้งนี้เคยมีการจำลองภาพสถานการณ์หากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 9 ที่บริเวณประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งอยู่ในแนววงแหวนแห่งไฟ ทำให้เกิดคลื่นสึนามิขึ้น คลื่นดังกล่าวจะใช้เวลาเดินทางมาถึงไทยประมาณ 12 ชม.และระหว่างทางพลังงานถูกสลายไปเยอะจนทำให้เราไม่ได้รับผลกระทบ จึงทำให้อยู่นอกโซนการแจ้งเตือนของศูนย์เตือนภัยพิบัติ”

รศ.ดร.ปานนท์ กล่าวย้ำว่า รูปแบบของการเกิดแผ่นดินไหวบริเวณวงแหวนแห่งไฟ ถึงแม้จะเห็นว่าเกิดบ่อยแล้วก็สร้างความเสียหายให้กับหลายๆ ประเทศ เช่น อินโดนีเซีย เวเนซุเอลา โคลอมเบีย เราก็จะเห็นรูปแบบความเสียหายซึ่งก็มีความวิตกกังวลถึงประเทศไทยเรา

“ตนขอยืนยันว่า การเกิดแผ่นดินไหวในบริเวณนี้ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่อประเทศไทย ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามถ้ามีแผ่นดินไหวที่รุนแรงขนาด 8.5 ขึ้นไปจนถึงขนาด 9 ก็อาจจะต้องกลับมาดูอีกครั้ง เพราะเป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ แต่ก็เป็นแผ่นดินไหวที่อาจจะเกิดขึ้นยากด้วยเช่นเดียวกันแต่ก็อาจจะมีผลกระทบต่อประเทศไทยบ้างเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ดีแผ่นดินไหวรูปแบบแพทเทิร์นที่เกิดขึ้นในปีนี้ ไม่มีอะไรที่พวกเราที่อยู่ในประเทศไทยต้องเป็นกังวล” รศ.ดร.ปานนท์ กล่าว