เมื่อวันที่​ 19​ ส.ค.69 ​ที่ห้องประชุมคณะกรรมการโอลิมปิค​แห่ง​ประเทศไทย​ฯ ตัวแทนสมาคมกีฬาชั้นนำของไทย นำโดย​ นายกองเอกชัยภักดิ์​ ศิริวัฒน์​ นายกสมาคมกีฬาฮอกกี้ฯ, สมาคมกีฬาทางน้ำฯ, สมาคมกีฬากรีฑาฯ, สมาคมกีฬาเรือพายฯ และสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ร่วมกันแถลงสะท้อนวิกฤติความเดือดร้อนจากการจัดสรรงบประมาณของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ พร้อมจี้ให้ทบทวนเกณฑ์การใช้ระบบประเมิน (AI) และแยกงบสนับสนุนมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ ออกจากงบประจำปี เพื่อไม่ให้กระทบต่อแผนยุทธศาสตร์ชาติและการเตรียมนักกีฬาสู่เวทีโลก

ในประเด็นข้อเรียกร้องและสาระสำคัญประเด็นแรกคัดค้านการใช้ระบบ AI และเกณฑ์​มาตรฐานเดียวกับสมาคมทุกขนาด​ ตัวแทนสมาคมกีฬาขนาดใหญ่ อาทิ กรีฑา, ว่ายน้ำ, เรือพาย ฮอกกี้ และฟุตบอล ระบุตรงกันว่า การใช้ระบบอัตโนมัติหรือเกณฑ์ AI มากำหนดเพดานงบประมาณแบบเหมารวม โดยไม่พิจารณาบริบทความจำเป็นและภาระค่าใช้จ่ายจริง สร้างความเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากกีฬาเหล่านี้มีจำนวนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ในแคมป์เก็บตัวจำนวนมากถึงหลักร้อยคน รวมถึงต้องดูแลทีมชาติหลายรุ่นอายุ เช่น ฟุตบอล ที่มีถึง 17 ชุด ทำให้วงเงินที่ได้รับ (เพดาน 8-17 ล้านบาท) ไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานตลอดทั้งปี

ประเด็นที่ 2 ขอให้แยกงบ “มหกรรมกีฬา” ออกจากงบประมาณปกติ​ ซึ่งผู้แทนสมาคมกีฬาเน้นย้ำว่า งบประมาณตามเกณฑ์มาตรฐานควรครอบคลุมเฉพาะการฝึกซ้อมและแข่งขันในประเทศเท่านั้น ห้ามนำงบสนับสนุนมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ เช่น ซีเกมส์, เอเชียนเกมส์, โอลิมปิกเกมส์ มานับรวมกับเพดานงบปกติ เนื่องจากเป็นภารกิจระดับชาติ ที่มีต้นทุนสูงและอยู่นอกเหนือการควบคุม พร้อมเสนอให้ภาครัฐจัดสรรงบเพิ่มเติมหรือใช้ “งบกลาง” รองรับในช่วงที่มีมหกรรมกีฬา

ประเด็นที่ 3 เผยวิกฤตงบกองทุนปี 2570 จ่อเหลือ 1,300 ล้านบาท​ ซึ่งที่ประชุมเปิดเผยข้อมูลจากชั้นอนุกรรมาธิการฯ ว่า งบประมาณของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ในปี 2570 อาจลดลงเหลือเพียงราว 1,300 ล้านบาท (จัดสรรให้สมาคมกีฬาเหลือเพียงประมาณ 900 ล้านบาท) เนื่องจากมีการนำงบประมาณอนาคตไปใช้กับกิจกรรมเชิงนโยบายอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดการจำกัดเพดานงบสมาคมกีฬาอย่างรุนแรง

ประเด็น 4 เรียกร้องขอเวทีเปิดหารือรายสมาคม แทนการยื่นผ่านระบบแอปพลิเคชัน​ โดยผู้แทนสมาคมกีฬาทางน้ำฯ สะท้อนปัญหาการทำงานของ กกท. และกองทุนฯ ในปัจจุบัน ที่ขาดการมีส่วนร่วมและไม่เปิดโอกาสให้สมาคมกีฬาเข้าไปชี้แจงปัญหาข้อเท็จจริง โดยถูกบังคับให้กรอกข้อมูลผ่านระบบดิจิทัลเพียงอย่างเดียว ทำให้ไม่สามารถวางแผนการบริหารจัดการระยะยาวได้ พร้อมขอให้ผู้บริหารระดับสูงและคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ เปิดเวทีรับฟังปัญหาอย่างใกล้ชิด

ประเด็นสุดท้าย เรียกร้องความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ฉบับที่ 7 เพราะการจัดสรรงบประมาณและการดำเนินงานของกองทุนฯ จะต้องสอดคล้องกับ แผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ 7 และยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งมีเป้าหมายผลักดันให้ประเทศไทย ก้าวสู่การติดอันดับ 1 ใน 6 ของทวีปเอเชีย และสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ไม่ควรสร้างอุปสรรคหรือตัดทอนโอกาส ในการพัฒนากีฬาความเป็นเลิศของชาติ