เมื่อวันที่ 19 ส.ค. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป. พ.ต.ท.ศราวุธ ทองน้อย สว.กก.3 บก.ป. และ พ.ต.ท.พงศธร รัชตวัชรางกูร สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ป. ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาชายและหญิง อายุระหว่าง 25 ปีขึ้นไป รวม 30 ราย ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4503-35/2569 ลงวันที่ 11 ส.ค. 2569 ในข้อหา “ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม, ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ” โดยหนึ่งในผู้ต้องหาเป็นหญิงอายุ 35 ปี ซึ่งถูกอายัดตัวอยู่ในเรือนจำ เนื่องจากถูกดำเนินคดีในข้อหาอื่น

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) วิเคราะห์สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ พบว่าขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้บัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่มักว่าจ้างบุคคลเปิดบัญชี ซื้อขายบัญชีม้า และโอนเงินต่อกันหลายทอดเพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามของเจ้าหน้าที่

ภายหลังศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ร่วมกับสถาบันการเงิน ยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการใช้บัญชีม้า ทั้งการอายัดบัญชีและจำแนกบัญชีม้าดำ-ม้าเทา ทำให้กลุ่มคนร้ายเปลี่ยนวิธีการ โดยหันมา “ยืมใช้บัญชีเพียงครั้งเดียว” และควบคุมให้เจ้าของบัญชีเป็นผู้ถอนเงินสดออกมาด้วยตนเอง ก่อนส่งมอบเงินสดให้บุคคลในเครือข่าย เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการฟอกเงินหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินในรูปแบบต่างๆ

จากการตรวจสอบพบพื้นที่รวบรวมบัญชี และถอนเงินจากเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในปริมาณสูงผิดปกติ โดยเฉพาะที่ จ.ภูเก็ต มีการถอนเงินสดสูงถึงหลายสิบล้านบาทต่อวัน จึงประสานตำรวจในพื้นที่ตรวจสอบ กระทั่งพบกลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่จัดหาบัญชีและควบคุมเจ้าของบัญชีในการถอนเงิน ก่อนขยายผลเชื่อมโยงไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสั่งการ

นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายที่ จ.กาฬสินธุ์ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกสูญเงินสูงถึง 12 ล้านบาท เมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า เงินดังกล่าวถูกถอนออกที่ จ.ภูเก็ต เช่นเดียวกัน เชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับขบวนการเดียวกัน ก่อนมอบหมายให้ กก.3 บก.ป. สืบสวนขยายผล

จากการสืบสวนพบว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ขบวนการดังกล่าวมีการวางแผนและแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ โดยมีผู้สั่งการชาวจีนคอยควบคุมอยู่เบื้องหลัง จัดหาหมายเลขโทรศัพท์ บัญชีม้า และผู้รับแลกเปลี่ยนเงินสดเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล จากนั้นใช้โทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์ติดต่อหลอกผู้เสียหาย โดยแอบอ้างเป็นตำรวจ สภ.ท่าอุเทน จ.นครพนม สร้างความหวาดกลัวว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาญาและการฟอกเงิน ก่อนหลอกให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบทรัพย์สิน

นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายรายหนึ่งถูกหลอกให้ทยอยโอนเงินรวมกว่า 12.2 ล้านบาท โดยเงินที่ได้จากการหลอกลวงจะถูกโอนผ่านบัญชีม้าหลายบัญชี ก่อนสั่งการให้เจ้าของบัญชีถอนเงินสด แล้วนำเงินกลับเข้าสู่ระบบผ่านบุคคลในเครือข่าย จากนั้นรวบรวมส่งต่อให้กลุ่มผู้รับแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อซื้อเหรียญ USDT และโอนไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลตามคำสั่งของผู้สั่งการ เพื่อปกปิดและอำพรางแหล่งที่มาของเงิน

จากการสืบสวนขยายผลทั้งจากเส้นทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร และการสอบปากคำ จนสามารถเปิดเผยโครงสร้างขององค์กรอาชญากรรมได้ โดยแบ่งหน้าที่ออกเป็น 8 ส่วน ได้แก่ 1. ผู้สั่งการชาวจีน หรือ “บอส” 2. คนโทรฯ หลอกเหยื่อ 3. ล่าม 4. ผู้จัดหาบัญชี 5. นายหน้าจัดหาบัญชี 6. เจ้าของบัญชีม้า 7. ผู้จัดหาคนรับแลกคริปโต และ 8. ผู้รับแลกคริปโต โดยสมาชิกแต่ละรายจะได้รับส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ตามหน้าที่และข้อตกลง

เมื่อได้รับเงินจากผู้เสียหาย เงินจะถูกแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ก่อนโอนไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ “บอส” ชาวจีนจัดหาไว้ เพื่อปกปิดเส้นทางการเงิน โดยการตรวจสอบในระบบ TPO พบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีประวัติแจ้งความที่เกี่ยวข้องถึง 20 คดี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท ขณะที่ตรวจสอบบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหาพบเงินหมุนเวียนกว่า 200 ล้านบาท เชื่อว่าน่าจะมีผู้เสียหายรายอื่นอีก

ต่อมา กองปราบปรามระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1-6 บก.ป. ก่อนเปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 30 จุด ในพื้นที่ 11 จังหวัด อาทิ จ.ภูเก็ต นนทบุรี สระบุรี นครราชสีมา และกรุงเทพฯ จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ครบทั้ง 30 ราย พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร 15 เล่ม และอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด 18 บัญชี รวมมูลค่าประมาณ 7 ล้านบาท

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า เงินส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนสภาพเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ก่อนส่งต่อไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลปลายทางที่เปิดไว้ในประเทศกัมพูชา เพื่อทำให้การติดตามเส้นทางเงินและการตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ทำได้ยากขึ้น

สอบสวนผู้ต้องหาส่วนใหญ่รับสารภาพว่า มีเงินโอนเข้าบัญชีของตนจริง และได้รับส่วนแบ่งตามที่ตกลงกัน แต่ปฏิเสธว่าไม่ทราบว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้จากการหลอกลวงของกลุ่มสแกมเมอร์ จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป. ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขยายผลติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สั่งการที่อยู่เบื้องหลังต่อไป.