น.ส.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ และรักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เดือน ก.ค. 69 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 50.8 จากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 47.8 เป็นการกลับมาอยู่เหนือระดับค่าฐาน (50.0) เป็นครั้งแรกรอบ 5 เดือน เนื่องจากได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ส่งผลให้ดัชนีภาคการค้าเพิ่มมาอยู่ที่ 52.0 สอดคล้องกับการฟื้นตัวของภาคบริการที่ระดับ 50.9

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า (ส.ค.-ต.ค. 69) ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 อยู่ที่ระดับ 52.9 จากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี ซึ่งผู้ประกอบการยังมีความระมัดระวังต่อกำลังซื้อหลังจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะสิ้นสุดลงในเดือน ก.ย. นี้ ประกอบกับดัชนีด้านต้นทุนยังอยู่ต่ำกว่าค่าฐาน โดยผู้ประกอบการถึง 81.9% ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าวัตถุดิบ รวมถึงค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออนไลน์ และค่าจีพี ซึ่งผู้ประกอบการกว่าครึ่งหนึ่งมีต้นทุนออนไลน์สูงเกิน 15% ของยอดขาย

นอกจากนี้ผู้ประกอบการ 43% ต้องการให้ภาครัฐออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่เข้าถึงง่าย ไม่ซับซ้อน อนุมัติไว และตรงจุด เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนอย่างยั่งยืน ซึ่งตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐถือเป็นโอกาสสำคัญที่มีมูลค่าสูงถึงปีละ 1.3-1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งได้ร่วมกับกรมบัญชีกลางผลักดันมาตรการไทย เอสเอ็มอี จีพี จนสำเร็จเป็นรูปธรรม โดยปี 68 มีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างจากเอสเอ็มอีสูงกว่า 6 แสนล้านบาท (คิดเป็น 33.7%)

ทั้งนี้ล่าสุดได้ร่วมกับกรมบัญชีกลางยกระดับและปรับปรุงหลักเกณฑ์มาตรการไทย เอสเอ็มอี จีพีใหม่ใน 3 ประเด็นสำคัญ จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 ต.ค. 69 เป็นต้นไป เพื่อให้สิทธิประโยชน์เข้าถึงเอสเอ็มอี ตัวจริงที่มีศักยภาพอย่างเต็มที่ได้แก่ 1.ให้แต้มต่อด้านราคา 10% สำหรับเอสเอ็มอีที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลเจ้าของที่แท้จริง เพื่อป้องกันธุรกิจขนาดใหญ่ตั้งนิติบุคคลมาใช้สิทธิแทนเอสเอ็มอี 2.เพิ่มแต้มต่อด้านราคาอีก 5% สำหรับเอสเอ็มอีที่สามารถออกใบกำกับภาษีหรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (อี-แท็กซ์) เพื่อขับเคลื่อนเอสเอ็มอีสู่ระบบดิจิทัล และ 3.ปรับเกณฑ์มูลค่า และได้ขยายโอกาสและแก้ไขข้อจำกัดด้านมูลค่าสัญญาสะสมเดิม และได้สัญญาสะสมที่ใช้สิทธิแต้มต่อราคาจากเดิมที่แยกตามขนาดธุรกิจ เปลี่ยนมาเป็นกำหนดวงเงินรวมไม่เกิน 500 ล้านบาท