เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารายงานแปรญัตติเพิ่มและการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2569 วงเงินรวม 38,572 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 เรื่อง คือ 1.เห็นชอบการเสนอขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จาก 65 หน่วย รับงบประมาณ วงเงิน 37,584 ล้านบาท แบ่งเป็น รายจ่ายที่ต้องดำเนินการตามข้อผูกผันที่เกิดจากกฎหมาย สัญญา ข้อตกลงระหว่างประเทศ และค่าใช้จ่ายเพื่อชำระหนี้ จำนวน 11,706 ล้านบาท รายจ่ายที่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน จำนวน 2,631 ล้านบาท และรายจ่ายเพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ วิจัย สร้างนวัตกรรม ป้องกันหรือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จำนวน 23,246 ล้านบาท

และ 2.รับทราบการเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาคำขอแปรญัตติงบประมาณปี 2570 ของหน่วยงานรัฐสภา หน่วยงานศาล หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ รวม 10 หน่วยรับงบประมาณ จำนวน 988 ล้านบาท แบ่งเป็น รายจ่ายที่ต้องทำตามข้อผูกพัน 57 ล้านบาท รายจ่ายเพื่อพัฒนา แก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อพัฒนาวิจัย สร้างนวัตกรรม ป้องกัน บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จำนวน 930 ล้านบาท

จากนั้นเป็นการเสนอญัตติของกรรมาธิการฯ โดยนางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการฯ เสนอญัตติวงเงินที่ถูกปรับลด 11,162 ล้านบาท โดยขอแปรเพิ่มทั้งหมดให้ 9 หน่วยงาน อาทิ งบกลาง เพื่อสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน จำนวน 6,044 ล้านบาท กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 148 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา เป็นค่าวัสดุการศึกษา จำนวน 96 ล้านบาท และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม จำนวน 4.2 ล้านบาท

ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการฯ เสนอญัตติให้แปรเพิ่มส่วนของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) จำนวน 6,000 ล้านบาท และกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จำนวน 5,162 ล้านบาท พร้อมอภิปรายว่าเนื่องจากพบว่าปัจจุบันมีผู้กู้ทั้งรายเก่าและรายใหม่ รวม 706,000 คน ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2570 กยศ.ได้รับงบประมาณรวม 9,000 ล้านบาท ตนเชื่อว่าไม่เพียงพอกับการจัดสรรให้ผู้กู้รายเดิม และอาจมีนิสิตนักศึกษาที่ไม่ได้เรียนต่อ หลายหมื่นราย หลุดจากระบบ แม้หน่วยงานจะเร่งรัดให้ชำระหนี้เพิ่ม โดยปี 2568 ตั้งเป้าได้รับชำระหนี้ 27,000 ล้านบาท และปี 2570 ตั้งเป้าทำให้ได้ ร้อยละ 20 คิดเป็นเงิน 33,000 ล้านบาท หากทำไม่สำเร็จ จะทำให้นิสิต นักศึกษาเสียโอกาสได้รับเงินกู้

ทั้งนี้ การอภิปรายของ กมธ.ส่วนใหญ่สนับสนุนคำแปรญัตติของนางนันทนา เห็นด้วยกับการแปรญัตติเพิ่มให้กับกองทุน กยศ. 

ขณะที่นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ. อภิปรายว่า กองทุน กยศ. ได้รับการเพิ่มงบประมาณในปี 2570 เกือบ 9,000 ล้านบาท ทั้งนี้สิ่งที่ต้องพิจารณา คือ ปัญหาของ กยศ. ปัจจุบัน พบว่ามียอดเงินต้นครบชำระ กว่า 220,000 ล้านบาท และมียอดค้างชำระสะสม 110,000 ล้านบาท หากเพิ่มประสิทธิภาพการชำระหนี้ได้ จะทำให้กองทุนมีเงินมาเติม 220,000 ล้านบาท ไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณให้ ปัญหาของ กยศ. อยู่ที่การบริหารจัดการกองทุน ดังนั้นหากเพิ่มประสิทธิภาพหรืออุดรูรั่วได้ ตนเชื่อว่าปัญหาจะลดลง รวมถึงลดการอุดหนุนจากเงินงบประมาณ และลดภาระให้กับรัฐบาล

ด้านนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ. อภิปรายท้วงติงที่จะนำเงินไปลงที่งบกลาง เนื่องจากงบกลางมีอยู่แล้วเกือบแสนล้าน ขณะที่งบของ ววน. ที่นางนันทนาเสนอที่ให้แปรเพิ่ม 4,000 ล้านบาทนั้น ทำไมไม่ให้เพิ่มเป็น 6,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือซึ่งเป็นงบตกรอบที่จะแปรญัตติให้หน่วยงานต่างๆ หลายคนกลัวเรื่องมาตรา 144 ว่าใครจะได้ประโยชน์ หากจะไปแปรญัตติให้ จึงขอให้คิดให้ดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่ประชุมกรรมาธิการฯ อภิปรายแล้ว ได้ลงมติ โดยมติที่ประชุม 37 เสียง เห็นด้วยกับญัตติของนางนันทนา ส่วนญัตติของ น.ส.ศิริกัญญา มีผู้เห็นด้วย 15 คน งดออกเสียง 1.