นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดประชุมร่วมกับองค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ไก่เนื้อ ไก่ไข่ และผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น ซีพีเอฟ, เบทาโกร, ไทยฟู้ดส์, สหฟาร์ม, คาร์กิลล์มีทส์, วี.ซี.เอฟ.กรุ๊ป และเอส พี เอ็ม เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการค้า พร้อมหารือแนวทางบริหารจัดการราคาให้เกิดความสมดุล ไม่เป็นภาระต่อผู้ผลิต และไม่กระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชนก่อนเข้าสู่เทศกาลสารทจีน วันที่ 27 ส.ค. นี้

สาเหตุราคาขยับและแนวทางดูแลของภาครัฐ

  • ความต้องการพุ่ง : ภาวะการค้าและความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากผลของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ดันให้ราคาหน้าฟาร์มปรับตัวขึ้นตามกลไกตลาด
  • การบริหารซัพพลาย : ขอความร่วมมือทุกฝ่ายคุมระดับสินค้าให้เข้าสู่ภาวะสมดุล ป้องกันราคาค้าปลีกปลายทางปรับสูงขึ้น
  • มาตรการช่วยเหลือและกำกับดูแล : จัดกิจกรรมจำหน่ายไข่ไก่ผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมเตือนผู้ค้าห้ามฉวยโอกาสขายแพงเกินสมควร หากพบผิดตามมาตรา 29 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (แจ้งสายด่วน 1569)

สรุปสถานการณ์

1. หมู

  • ราคาปัจจุบัน : หมูมีชีวิตหน้าฟาร์มอยู่ที่ 72-74 บาท/กก. (สูงกว่าต้นทุน 1-2 บาท/กก.) เนื่องจากผลผลิตลดลงเล็กน้อย แต่เกษตรกรยังคงมีกำไรประคองการเลี้ยงได้
  • แนวโน้ม : คาดว่าราคาอาจขยับขึ้นเล็กน้อยในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ และจะทรงตัวได้จนถึงกลางเดือนกันยายน ก่อนจะเริ่มอ่อนตัวลงจากราคาค้าปลีกที่เริ่มทรงตัว ประกอบกับการเข้าสู่เทศกาลกินเจในเดือนตุลาคม ซึ่งความต้องการบริโภคจะลดลงตามฤดูกาล

2. ไก่เนื้อ

  • สถานการณ์ : ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงเล็กน้อยจากสภาพอากาศแปรปรวนและความเสียหายในสัตว์ปีก รวมถึงการลดกำลังการผลิตช่วงก่อนหน้าจากปัญหาต้นทุนสูง
  • แนวโน้ม : ปัจจุบันความเสียหายเริ่มลดลง ผู้เลี้ยงเริ่มกลับเข้าลงไก่เพิ่มขึ้น คาดว่าราคาไก่เนื้อจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นไปกว่านี้แล้ว และปริมาณผลผลิตจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงกลางเดือนกันยายน 2569

3. ไข่ไก่

  • สถานการณ์ : ปริมาณผลผลิตมีเพียงพอและออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง
  • มาตรการเพิ่มปริมาณ : ขอความร่วมมือเกษตรกรและรายใหญ่ขยายเวลาเลี้ยงแม่ไก่ยืนกรงจาก 80 สัปดาห์ เป็น 83 สัปดาห์ พร้อมชะลอการส่งออก ส่งผลให้มีปริมาณไข่ไก่ทยอยเข้าระบบเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง