เมื่อวันที่ 22 ส.ค. น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่านอย่างต่อเนื่อง หลังระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มทรงตัวและทยอยลดลง พร้อมเตรียมความพร้อมรองรับฝนที่คาดว่าจะกลับมาตกเพิ่มบริเวณพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำน่านในวันที่ 23 ส.ค. นี้ โดยเน้นติดตามข้อมูลฝน มวลน้ำ และสภาพพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนและเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า จากการประเมินของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำน่านที่ต้องติดตามในวันที่ 23 ส.ค. ได้แก่ อ.ปัว อ.สองแคว อ.เชียงกลาง และ อ.ทุ่งช้าง ซึ่งอาจมีปริมาณฝนสะสมในรอบ 24 ชั่วโมง ประมาณ 50-70 มิลลิเมตร โดยปริมาณฝนที่คาดการณ์ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับช่วงฝนหนักที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากดินในบางพื้นที่ยังมีความชื้นสะสมจากฝนที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
“แม้ฝนระลอกนี้คาดว่าไม่สูงเท่ากับช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อดินยังมีความชื้นสะสม ความสามารถในการรองรับน้ำฝนใหม่จะลดลง และน้ำอาจไหลลงสู่ลำน้ำได้เร็วขึ้น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมล่วงหน้า โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลและการแจ้งเตือนอย่างรวดเร็วหากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลง” น.ส.ลลิดา กล่าว
น.ส.ลลิดา กล่าวอีกว่า นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยลุ่มน้ำน่าน เมื่อวันที่ 20 ส.ค. พร้อมวาง 8 ข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การให้กรมอุตุนิยมวิทยาใช้ข้อมูลเรดาร์ติดตามและชี้เป้าพื้นที่ฝนตกหนัก สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ใช้ข้อมูลดาวเทียมติดตามขอบเขตพื้นที่น้ำท่วม ให้ สทนช. กรมชลประทาน และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ประเมินการเคลื่อนตัวของมวลน้ำอย่างใกล้ชิด กรมทรัพยากรธรณีติดตามพื้นที่มีความเสี่ยงจากดินโคลนถล่ม พร้อมกำชับหน่วยงานด้านคมนาคมดูแลเส้นทางและการสัญจร หน่วยงานด้านไฟฟ้าดำเนินการฟื้นฟูระบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ รวมถึงให้หน่วยงานประชาสัมพันธ์ จังหวัดน่าน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมพร้อมทั้งด้านการสื่อสาร กำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร และอุปกรณ์ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีหากมีความจำเป็น
“สถานการณ์ในหลายพื้นที่มีแนวโน้มดีขึ้น แต่รัฐบาลยังไม่ประมาท โดยเฉพาะฝนในพื้นที่ต้นน้ำวันที่ 23 ส.ค. ขอให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติและติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการเป็นระยะ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่บริเวณลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มต่ำ รวมถึงพื้นที่ อ.ท่าวังผา อ.เมืองน่าน อ.ภูเพียง และ อ.เวียงสา ซึ่งยังต้องติดตามมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบน ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านข้อมูล การแจ้งเตือน กำลังเจ้าหน้าที่ และเครื่องมือไว้รองรับสถานการณ์แล้ว” น.ส.ลลิดา กล่าว



